
จะเข้าสู่เดือนมีนาคมแล้ว มีเวลาว่างบ้างยัง? ถ้าพอมีสัปดาห์นี้เราอยากชวนออกไปนั่งปิกนิกวาดรูปในสวนที่อุทยาน 100 ปีจุฬาฯ แค่นึกภาพก็ไวบ์ดีสุดๆ ต่อด้วยการเดินชมผลงานจากศิลปินนานาชาติใน Mango Art Festival แล้วไปดูแม่นากเวอร์ชันโอเปร่าที่ประพันธ์โดยศิลปินแห่งชาติ หรือจะไปเต้นสวิงและช็อปของวินเทจก็น่าสนใจ และยังมีอีกอีเวนต์ที่เรารวมมาให้ สนุกขนาดนี้ไม่ว่างก็ต้องทำตัวให้ว่างแล้วล่ะ


สุดสัปดาห์นี้ที่อุทยาน 100 ปีจุฬาฯ มีงานน่ารักๆ ที่จะมาปลุกความเป็นศิลปินในตัวคุณกับงาน Paint in the Park เปลี่ยนพื้นที่สีเขียวกลางเมืองเป็นพื้นที่สร้างสรรค์กลางแจ้งให้ทุกคนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้าใบอย่างเต็มที่
กิจกรรมในงานจะแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ Picnic Paint Zone สำหรับนั่งวาดภาพบนเสื่อปิกนิกท่ามกลางธรรมชาติในสวน อยากวาดอะไรก็โชว์ฝีมือผ่านลวดลายและสีสันในแบบของตัวเองได้เต็มที่ โซนนี้มีดนตรีชิลๆ ให้ฟังด้วยนะ
นอกจากนั้นก็ยังมี Workshop Zone ที่รวบรวมร้านค้าเพนต์ของใช้และของที่ระลึกต่างๆ หรือกิจกรรมเวิร์กช็อปสอนเพนต์สำหรับคนที่อยากอัปสกิลศิลปะแบบมีคนคอยแนะนำ รวมถึงโซน Art & Craft Market ตลาดที่มีทั้งงานศิลปะและงานคราฟต์ให้ช็อป ไม่ว่าจะเป็นของใช้ ของตกแต่ง เครื่องประดับ และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง เพราะงานนี้เป็น pet-friendly สามารถพาน้องๆ ที่บ้านมาเดินด้วยกันได้ และยังมีสตรีตฟู้ดอร่อยๆ ทั้งของคาวของหวานมาให้อุดหนุนกันด้วย



อีกหนึ่งเทศกาลศิลปะประจำปีที่ทุกคนรอคอยอย่าง Mango Art Festival กำลังจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมชวนอาร์ตแกลเลอรีและศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศมาปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ให้กับทุกคนผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบเช่นเคย
ในปีที่ 6 ของเทศกาล ทุกคนจะได้ชมทั้งงานศิลปะร่วมสมัย ดีไซน์ แฟชัน งานคราฟต์ ไปจนถึงการแสดงสดในคอนเซ็ปต์ ICON นำเสนอพลังของศิลปะร่วมสมัยและการออกแบบที่สามารถใช้ผืนผ้าใบ วัสดุสิ่งธรรมดาต่างๆ หรือแม้กระทั่งความคิดชั่วขณะและแรงบันดาลใจรอบตัวให้กลายเป็นผลงานที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น (Identity) จนกลายเป็นไอคอนที่ไร้พรมแดนและอยู่เหนือกาลเวลา
ภายในงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลัก ที่สะท้อนมุมมองศิลปะหลากหลายรูปแบบ ได้แก่
• Gallery Zone: รวมผลงานสร้างสรรค์จากแกลเลอรีชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ
• Independent Artist Zone: พื้นที่ของศิลปินอิสระที่มาพร้อมไอเดียสดใหม่
• Craft Zone: ชมการประยุกต์งานหัตถกรรมดั้งเดิมสู่งานดีไซน์ที่ทันสมัยและยั่งยืน
• Special Exhibition Zone: โซนนิทรรศการพิเศษที่จัดทำขึ้นเฉพาะในงานนี้เท่านั้น
• Main Stage: พื้นที่สำหรับการแสดงสดหลากหลายแขนงและกิจกรรมทอล์กของคนในวงการสร้างสรรค์

ตำนานความสยองของผีไทยอย่าง ‘แม่นาก’ กำลังจะกลับมาหลอกหลอนคนดูอีกครั้งในรูปแบบโอเปร่าคลาสสิกโดยการประพันธ์ของ สมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล-ประพันธ์เพลงร่วมสมัย) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอุปรากรกรุงเทพฯ ทั้งยังเป็นวาทยากร คีตกร นักประพันธ์เพลงคลาสสิก และผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล
Mae Naak: A Classic Opera เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2546 เป็นผลงานโอเปร่าที่ได้รับเสียงชื่นชมสูงสุดของ สมเถา สุจริตกุล โดยเคยเปิดแสดงในกรุงเทพฯ มาแล้ว 3 ครั้ง รวมถึงการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ ณ กรุงลอนดอนอีก 1 ครั้ง
นี่จึงเป็นการหวนคืนสู่เวทีอีกครั้งในโปรดักชันลำดับที่ 5 นับตั้งแต่เปิดตัว โดยโปรดักชันใหม่นี้รังสรรค์ขึ้นโดยอ้างอิงการออกแบบดั้งเดิมของศิลปินแห่งชาติ สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา อำนวยเพลงโดยวาทยกรโอเปร่าแถวหน้าของไทย ทฤษฎี ณ พัทลุง และกำกับการแสดงโดยตัวผู้ประพันธ์เอง
ด้านนักแสดง นำโดยโซปราโนชั้นนำ Barbara Zion ในบท นาก วิญญาณผู้ไม่ยอมดับสูญ และบาริโทนชาวสิงคโปร์ Martin Ng ในบทสามีผู้ซื่อสัตย์ ผู้ติดอยู่ในวังวนแห่งรักจนมิอาจตระหนักได้ว่าภรรยาผู้เป็นที่รักนั้นมิได้อยู่ในโลกของคนเป็นอีกต่อไป
Mae Naak: A Classic Opera จะเปิดแสดงระหว่างวันที่ 4-5 มีนาคม 2569 เวลา 19:30 ที่ Great Hall โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจ กรุงเทพฯ (King's College International School Bangkok) ทำการแสดงเป็นภาษาอังกฤษพร้อมคำบรรยายภาษาไทยและภาษาอังกฤษ


นิทรรศการที่รวบรวมผลงานของ 18 ศิลปินโดยไม่ได้กำหนดด้วยรูปแบบหรือเนื้อหาตายตัว แต่เน้นนำเสนอ "พื้นที่ส่วนตัว" ผ่านชิ้นงานที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นมาก่อน อาจเป็นงานศิลปะที่ไม่เคยถูกบอกเล่า เป็นความทรงจำส่วนตัว เป็นความเรียงทางสายตาที่ไม่เคยถูกจัดแสดง หรือเป็นชิ้นงานสะสมส่วนตัวที่ศิลปินมีความผูกพันทางจิตใจ
ผลงานเหล่านี้เปรียบเสมือน "คำทักทายแรก" ระหว่างศิลปินและผู้ชม เป็นการเริ่มทำความรู้จักกันในแง่มุมที่เปราะบาง ทรงพลัง และจริงใจ มากกว่าภาพจำที่เคยรู้ นั่นคือการทำความรู้จักกันจริงๆ ก่อนจะ "ตกหลุมรัก" ในรูปแบบ วิธีคิด ทีแปรงหรือสีสัน ทุกคนจะได้รู้สึกถึงความรัก ความหลัง และตัวตนที่ซ่อนอยู่หลังผลงานเหล่านั้นที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่ง
ศิลปินทั้ง 18 คนที่มาร่วมแสดงผลงาน ได้แก่ ธีรวิช ภูผา, BOBBY LEASH, รุธร รุจิอนุรักษ์, ณัฐธัญ กองมะลิกันแก้ว, นิม ถนิมภรณ์, BYME, AITOY, SAUCE HARRISON, เทอดเกียรติ หวังวัชรกุล, มลธิชา พงษ์อุดมปัญญา, Poon Amornchorn, จิรายุ ตันตระกูล, เนียม มะวรคนอง, ธันวา ห้วงสมุทร, ทัด ณัฐธีร์, นาย กร่าง กับ เพื่อน จอร์ช, รณชัย กิติศักดิ์สิน และ ณัฐดนัย บุญศิริ

งานนี้ไม่ใช่เพียงงานดนตรี แต่คือการเดินทางผ่าน “เสียง พื้นที่ และร่างกาย” เริ่มช่วงบ่ายเสวนาเรื่องมลภาวะทางเสียง เสียงในเมืองกับคนและสัตว์ คลื่นเสียงกับระบบในร่างกาย ต่อด้วยกิจกรรม Healing & Sound Meditation และปิดท้ายช่วงเย็นกับ Multi-Stage Silent DJ Experience ที่ผู้ร่วมงานสามารถเลือกจังหวะและบรรยากาศของตนเองได้ผ่านหูฟังไร้สาย