

เสียงดนตรีจังหวะคึกคัก กลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ลอยมาจากครัวเปิด และแสงไฟที่สะท้อนสีสันฉูดฉาดทั่วทั้งร้าน คือสิ่งที่ต้อนรับเราตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง El Santo Mexican Restaurant & Bar ร้านอาหารเม็กซิกันในซอยสุขุมวิท 29 ที่เปลี่ยนภาพจำของอาหารเม็กซิกันของเราด้วยไวบ์แบบ fiesta หรือเทศกาลเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
ที่นี่นำเสนอวัฒนธรรมอาหารจากเมืองวาฮากา (Oaxaca) ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวใจแห่งวัตถุดิบและตำรับอาหารเก่าแก่ของเม็กซิโกซึ่งถูกนำมาตีความใหม่โดย เชฟแดเนียล คัลเดรอน คามาโช (Daniel Calderón Camacho) ให้รูปลักษณ์มีความร่วมสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้นแต่รสชาติยังคงเป็นเม็กซิโกแบบดั้งเดิม




ความน่าสนใจ–และสนุก ของที่นี่คือการนำเสนอวัฒนธรรมอย่าง Lucha Libre หรือ ‘มวยปล้ำเม็กซิโก’ ที่นอกจากจะเป็นกีฬาแล้วยังมีแง่มุมของการโชว์เพื่อความบันเทิงในงานเฉลิมฉลองต่างๆ ด้วย ถ้าเทียบกับบ้านเราก็เหมือนการแสดงพื้นถิ่นต่างๆ โดยบรรยากาศภายในร้านถูกออกแบบให้เหมือนเวทีการแสดงย่อยๆ ทั้งครัวแบบเปิด และรายละเอียดการตกแต่งที่ถอดมาจากสังเวียนมวยปล้ำ
จานแนะนำของที่นี่มีทั้ง Timbal de Mariscos (400 บาท) เรียกน้ำย่อยด้วยจานซีฟู้ดที่รวมทั้งกุ้ง ทูน่า และปลากะพงชิ้นโต นำไปหมักในซอสสูตรเข้มข้นรสเปรี้ยวเค็มกลมกล่อม สลับชั้นด้วย แตงกวาและอะโวคาโด โรยหอมเจียวกรอบๆ ได้รสสัมผัสกรุบกรอบ ที่มาพร้อมรสชาติเปรี้ยวอมหวาน
หรือจะเป็น Queso Fundido Camaron (430 บาท) อีกหนึ่งจานเรียกน้ำย่อยสไตล์เม็กซิกันที่นำชีสสูตรเด็ดของทางร้านมาอบในหม้อร้อนๆ จนละลายและส่งกลิ่นหอมฟุ้ง จับคู่มากับกุ้งย่างตัวโต เสิร์ฟพร้อมแผ่นแป้งตอร์ติญ่าอุ่นๆ ถั่วบด และซอส Salsa Macha ซึ่งเป็นซอสพริกเม็กซิกันผสมน้ำมันและถั่ว รสเผ็ดหอมกลมกล่อม




ที่ขาดไม่ได้ก็คือกัวคาโมเลซึ่งที่ร้านเรียกว่า Santo Guacamole (400 บาท) เชฟจะมาทำสดๆ ที่ข้างโต๊ะทุกๆ ออร์เดอร์ โดยใช้อะโวคาโดพันธุ์ Hass เนื้อครีมมีบดผสมมะเขือเทศ หอมแดง ผักชี และเฟตาชีส รสสัมผัสเนียนนุ่ม หอมมัน มีความเปรี้ยวเค็มละมุน และสามารถเลือกท็อปปิงได้ตามใจชอบ





และยังมี Beef Cheek Tacos (140 บาท/ชิ้น) ทาโก้เนื้อแก้มวัวพรีเมียมที่ผ่านการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันจนนุ่มละลายในปาก วางบนแป้งตอร์ติญ่า (เลือกได้ระหว่างแป้งข้าวโพดหรือแป้งสาลี) ตัดรสด้วยหัวหอมดองรสเปรี้ยวหวานและผักชี ได้ความหอมนุ่ม กลมกล่อม
มาถึงจานหลักที่ร้านแนะนำ Salmon en Tamarindo (550 บาท) สเต๊กแซลมอนสุกกำลังดี ฉ่ำซอสมะขามรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม เสิร์ฟบน ผักโขมอบรสนุ่มนวล พร้อมมะเขือเทศเชอร์รีและข้าวโพดอ่อน ได้รสชาติความหวานมันของผักโขมตัดกับความเปรี้ยวอมหวานของซอสมะขามอย่างลงตัว
ส่วนของหวานคือ Molten de Cacao (300) เค้กช็อกโกแลตลาวาเนื้อนุ่ม รสเข้มข้น ไส้ไหลเยิ้ม เพิ่มลูกเล่นด้วย ช็อกโกแลตรูปหัวกะโหลกหุ้มทองคำแท้ที่นำมาจุดไฟด้วยเหล้าเมซคาลให้ดูสดๆ ข้างโต๊ะ ได้กลิ่นหอมรมควันอ่อนๆ เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลาและครัมเบิลกรุบกรอบ หวาน อุ่น เย็น เข้มข้นครบในคำเดียว



อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือโซนบาร์ที่รวบรวมเตกีลาและเมซคาลไว้แน่นที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เราเปิดด้วย Fight Me Like a Man (370 บาท) ค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่หยิบเอาชื่อและความดุดันของมวยปล้ำมาถ่ายทอดเป็นเครื่องดื่ม โดยมีเหล้าหลักเป็นเตกีลาอินฟิวส์ดอกชบาจนสีสวย ผสมกับเมซคาลที่ช่วยเติมกลิ่นหอมรมควันอันลุ่มลึก และยังมีส่วนผสมของเหล้าส้ม น้ำมะนาวสด และไซรัปจากเมล็ดคำแสด ปิดท้ายด้วยฟองไข่ขาวนุ่มๆ



ต่อด้วย On the Ropes (420 บาท) ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากจังหวะ ‘พิงเชือก’ บนสังเวียนมวย ซึ่งเป็นจังหวะทีเด็ดที่พร้อมแลกหมัดและสวนกลับอย่างมีชั้นเชิง เบสเหล้ามีทั้งเตกีลาอินฟิวส์พริกและเมซคาล ตัดรสชาติด้วยความหอมนุ่มนวลสไตล์เอเชียอย่าง มะพร้าว, ข้าวโพด, ตะไคร้ และน้ำมะนาวสด




ปิดท้ายด้วย Michelada (340 บาท) ค็อกเทลเบียร์สไตล์เม็กซิกันที่จับเอาเบียร์เย็นๆ มาผสมกับรสชาติที่ครบรสทั้งเปรี้ยว เค็ม อูมามิ และยังมีความเผ็ดร้อนจนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับต้นๆ ของเม็กซิโก โดยเฉพาะในยามบ่ายที่อากาศร้อน หรือใช้ดื่มแก้แฮ้งได้ดีเยี่ยม











