Table 1749 ครีเอทีฟสเปซแห่งใหม่ที่ให้เชฟมาเทคโอเวอร์พื้นที่ครัว และร้านอาหารได้ในรูปแบบป็อปอัป เพื่อโชว์ฝีมือในแบบของตัวเอง มื้อแรกเป็นเชฟ Philipp Prinzbach เชฟใหญ่ของ Maison Dunand ที่ขอพักเบรกจากอาหารที่ทำอยู่ประจำ มาทำอาหารในแบบที่ตัวเองค้นหา นาน 3 เดือน หลังจากนั้นก็จะมีเชฟคนใหม่มาแทน
โดยเชฟฟิลิปป์ มาในคอนเซ็ปต์ของ Culinary Passport ที่จะพาเราเดินทางรอบโลก ซึ่งเมนูทั้งหมดเชฟนำเอาประสบการณ์การเดินทางรอบโลกของตัวเองมาสร้างเป็นเมนูของแต่ละประเทศ โดยเริ่มจากการสร้างประสบการณ์ให้เราดมกลิ่นที่เชฟออกแบบมาให้เข้ากับแต่ละเมือง เพื่อเลือกเมืองที่อยากไป แล้วเราจะได้ Boarding Pass ซึ่งเป็นเมนูที่อินสปายจากเมืองนั้นๆ ทำออกมาเป็นอาหาร 4 คอร์ส ที่รับรองว่าแต่ละคนจะได้เมนูไม่เหมือนกัน
อาหาร 4 คอร์ส อยู่ที่ราคา 2,400++บาท ซึ่งเชฟออกแบบเวลาในการกินหนึ่งมื้อได้ดีมาก ถ้าไม่นับรวมเวลาที่เราเลือกเมนูอาหารจากกลิ่น เราใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง ในการกินอาหารไฟน์ไดนิง 1 มื้อ ซึ่งถือว่าเร็วมาก
เราเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ มิวนิค เยอรมัน ประเทศบ้านเกิดของเชฟ กับเมนู Beef Tartare เป็นเมนูที่เชฟได้กินในร้านอาหารฝรั่งเศสไฟน์ไดนิงในทริปท่องเที่ยวของครอบครัว และนั่นคือจุดที่ทำให้เขารู้จักอาหารไฟน์ไดนิงเป็นครั้งแรก เชฟทำออกมาในแบบของตัวเอง โดยทำเนื้อดิบที่มากับโฟมชีสพาร์มีซาน ราดด้วยซอสคอนซอมเม่หัวหอม ตัดเลี่ยนด้วยหอมดอง และเพิ่มความนัวด้วยชีสพาร์มีซาน
ออกเดินทางต่อมาที่เมืองบาร์เซโลน่าในสเปนกับเมนู Pulpo ที่เชฟนำเอาหนวดปลาหมึกยักษ์มาซูวีด มาพร้อมแฮมเอบิริโก กินกับพริกสเปนที่เชฟใช้เทคนิคในการทำน้ำพริกหนุ่มของไทยทำออกมาแบบไม่เผ็ด
ส่วนเมนคอร์สเชฟพาเราไปถึงเท็กซัสในสหรัฐอเมริกา เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบาร์บีคิว Beef Short Rib เชฟนำเอาชอร์ตริบไปสโลว์คุ๊กและรมควัน นาน 24 ชั่วโมง มาพร้อมซอสบาร์บีคิว ข้าวโพดย่าง และมันฝรั่งทอด
ก่อนกลับกรุงเทพฯ เราแวะเปลี่ยนเครื่องที่โตเกียวกับเมนู Mochi เชฟทำโมจิจากครีมถั่วเหลืองสอดไส้มัทฉะมินต์ กินกับซอร์เบแอปเปลมินต์ สลัดแอปเปิลมินต์ ราดด้วยซอสไวท์ช็อกโกแลตสาเก
เมื่อจบมื้อเราจะได้พาสปอร์ตที่ประทับตราเมืองที่เราได้ชิม โดยเราสามารถนำพาสปอร์ตกลับมา แล้วกินเมนูที่เหลือ และประทับตราให้ครบเล่มก็ได้ อ้อถ้าสั่งไวน์แพริ่ง เราจะได้รับสติ๊กเกอร์ Visa ด้วย