
ถ้าใครเคยไปร้าน Margo ซึ่งเป็นแคชชวลไดนิงไวบ์หรูในย่านสาทร แล้วรู้สึกถูกใจในรสชาติอาหารและบรรยากาศอันเจริญตาเจริญใจ เราเชื่อว่าคุณก็จะต้องชอบ Felix ที่เป็นภาคต่อของร้าน Margo เช่นกัน
Felix คืออเมริกันสเต๊กเฮาส์เปิดใหม่ในบ้านหลังเดิมที่เคยเป็น Siri House ตรงซอยสมคิด ที่เดินทะลุไปได้จากเซ็นทรัลชิดลม โดยพื้นที่ทั้งหมดถูกรีโนเวทใหม่ภายใต้คอนเซปต์ความหรูหราอู้ฟู่กลิ่นอายวินเทจแบบอเมริกันไดนิงยุค 1930 ซึ่งแบ่งเป็นโซนที่นั่งทั้งแบบโซฟาสบายๆ หน้าเคาน์เตอร์ค็อกเทลบาร์ เชื่อมต่อกับโซนที่นั่งหลักที่สามารถมองเห็นตัวโอเพ่นคิชเช่น และโซนสุดท้ายที่เป็นโต๊ะดินเนอร์ขนาดใหญ่ในห้องไวน์รูม ส่วนโซนเอาต์ดอร์จะเป็นที่นั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ เคียงคู่ด้วยสระว่ายน้ำวิวสุดปัง
พาร์ตอาหารของ Felix ถูกกำกับดูแลโดย Willfred Hocquet เฮดเชฟคนสำคัญผู้ดูแลไดเรกชันทั้งหมดของเครือ ทั้ง Margo และร้านน้องใหม่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความเก๋คือด้วยความที่เชฟ Willfred เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารฝรั่งเศส เลยทำให้อาหารของที่นี่มีส่วนผสมของความคลาสสิกจากเมนูอเมริกันสเต๊กที่เน้นการใช้ไฟจากเทคนิคย่างถ่านและเตาอบ ผสมกับเทคนิคการทำอาหารขั้นสูงของครัวฝรั่งเศสฉบับโมเดิร์น
แน่นอนว่าจานซิกเนเจอร์ของที่นี่หนีไม่พ้นเมนูสเต๊กเนื้อสไตล์อเมริกันและเมนูกริลล์ทั้งหลาย ที่มีโปรตีนให้เลือกตั้งแต่ Smoked Lamb, Smoked Chicken Breast ไปจนถึงอาหารทะเลย่างอย่าง Bluefin Tuna Pepper Steak และ Langoustines แต่ที่เราแนะนำให้สั่งแบบห้ามพลาด ได้แก่สเต๊กเนื้อ Striploin (3,500 บาท) ที่เชฟนำไปหมักกับโกจิ หัวหอม และกระเทียมดำ และเตรียมเนื้อนานถึง 2 วัน ก่อนจะกริลล์ด้วยเตา Parrilla สุดคลาสสิก เสิร์ฟพร้อมซอสเกรวี่เนื้อ เฟรนช์ฟราย และครีมเบอร์เนสสไตล์ฝรั่งเศส
ไม่ใช่แค่จานหลักเท่านั้น แต่เมนูจานรองอย่าง Seared Foie Gras (850 บาท) ก็ยังถูกทำมาอบต่อในเตาแบบโบราณเพื่อให้ได้กลิ่นสโมกกี้เบาๆ หลังจากกริลล์จนผิวนอกกรอบนุ่มในบนกระทะเรียบร้อยแล้ว ส่วนถ้าใครอยากทานเมนูเย็นที่ไม่เน้นการกริลล์ เราแนะนำให้สั่ง Bluefin Tuna Crudo (690 บาท) มาแชร์กับเพื่อนที่โต๊ะได้เลย
ปิดท้ายด้วยพาร์ตค็อกเทลที่ร้านนี้เขาจริงจังถึงขนาดมีโซนบาร์ค็อกเทลแยกออกจากโซนเมนไดนิง โดยเป็นค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตระกูลดังต่างๆ ในมหานครนิวยอร์กยุคปี 1930 ตามคอนเซปต์ตกแต่งหลักของร้าน มีแก้วแนะนำที่เราชอบมากคือ Genovese (360 บาท) ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตระกูลมาเฟียเจ้าของโรงงานผลิตชีสเก่าแก่ ที่ทางบาร์เทนเดอร์นำมอสซาเรลล่าชีสมาจับคู่กับเหล้ารัม อะมาโร สับปะรด และเกรนาดีน เป็นแก้วที่มีอาฟเตอร์เทสแบบ savory นิดๆ ถูกใจคนชอบค็อกเทลทวิสต์อย่างเราเป็นที่สุด







