
ซอยสองพระ ซอยเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างพระรามสี่กับสี่พระยาซึ่งปกติจะถูกใช้เป็นซอยลัดเลี่ยงรถติดเพื่อออกไปถนนใหญ่มากกว่าจะมีร้านอะไรให้แวะ แต่คุณซันและคุณฟู ลูกชายเจ้าของร้านขายเครื่องมือช่างที่อยู่ในซอยนี้ กำลังทำให้ซอยสองพระน่าแวะขึ้นด้วยการเปลี่ยนโกดังเก็บสินค้าเก่าของที่บ้านให้กลาย neighborhood bar แห่งเดียวในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรจากย่านนี้
จากตึกแถวเก่าโทรมๆ อายุราว 50-60 ปี ถูกชุบชีวิตให้ดูสะดุดตาขึ้นด้วยการตกแต่งที่ผสมผสานทั้งความวินเทจ กลิ่นอายแบบไทยเจือจีนจางๆ แซมไวบ์แบบ tropical bar หน่อยๆ และยังใช้เฟอร์นิเจอร์มือสองที่เป็นของสะสมของคุณแม่ ทำให้ร้านมีทั้งความเก่าและใหม่อยู่ปนกันอย่างลงตัว ซึ่งรวมๆ แล้วสองพี่น้องเรียกว่าสไตล์ Thai Renaissance




คุณซันตั้งชื่อใหม่ให้อดีตโกดังแห่งนี้ว่า Sontaya Society หรือ ‘สนธยา สมาคม’ เพราะเป็นชื่อที่สื่อถึงการชวนเพื่อนออกมาแฮงเอาต์ที่บาร์ได้ดี และเวลาเปิดร้านก็เป็นช่วงสนธยาหรือตอนกำลังโพล้เพล้ ส่วนในแง่ของภาษา ‘สนธยา สมาคม’ ก็เป็นชื่อที่ติดหู จำง่าย และมีสัมผัสอักษรที่ดีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
Sontaya Society ไม่ใช่บาร์ค็อกเทล แถมมีความกึ่งๆ เกือบๆ จะเป็นไดฟ์บาร์ เพราะฉะนั้นเครื่องดื่มที่ร้านก็จะเน้นอะไรง่ายๆ เบียร์ ไฮบอล คืออันดับแรกๆ ที่ลูกค้าจะสั่ง แต่ถ้าอยากจิบค็อกเทลก็สั่งได้เหมือนกันส่วนมากจะเป็นทวิสต์จากค็อกเทลคลาสสิกโดยเน้นชูวัตถุดิบโลคัลเป็นหลัก




พูดถึงวัตถุดิบโลคัล มีอย่างนึงที่เราว่าร้านทำได้ดีและน่าสนใจมากๆ คือการนำมะพร้าวจากสวนของคุณแม่ที่เพชรบุรีมาขายทั้งในรูปแบบน้ำมะพร้าวสดบรรจุกระป๋อง ไซรัปมะพร้าวที่ใช้ทำเครื่องดื่มซึ่งรสชาติจะหวานแบบนัวๆ มีกาแฟมะพร้าว
และที่น่าสนใจที่สุดก็คือตอนนี้คุณฟูกำลังทำสาโทมะพร้าวโดยใช้เนื้อมะพร้าวที่เหลือจากการน้ำมะพร้าวแปรรูปมาหมักแทนข้าว คิดวง่าน่าจะมีขายที่ร้านเร็วๆ นี้ เรื่องนี้นอกจากจะช่วยให้ที่ร้านมีจุดขายที่ไม่เหมือนใครแล้ว ยังเป็นการช่วยคุณแม่แก้ไขปัญหามะพร้าวราคาตกในช่วงที่ผ่านมาได้ด้วย
อาหารที่นี่ก็มีนะ เป็นเมนูง่ายๆ แต่รสชาติดีใช้ได้เลย เช่น Chicken Wings, Cowboy Chili & Toast, Come and Sea Bass, High Steak Situation ฯลฯ แล้วแต่ละสัปดาห์ก็จะมีจานพิเศษให้สั่ง ตอนที่เราไปที่ร้านทำ Sontaya's Homemade Sausages มาให้ชิม เป็นไส้กรอกที่เชฟทำเองทุกขั้นตอน เน้นการหมักกับเครื่องเทศหอมๆ เนื้อแน่นๆ อร่อยทุกคำ พูดแล้วก็อยากกลับไปสั่งอีก





ตอนนี้ที่ร้านเปิดจะเน้นเปิดบาร์ช่วงเย็นเป็นหลัก เพราะช่วงกลางวันทั้งสองคนต้องไปทำงานกับที่บ้าน แต่ด้วยความที่บ้านก็อยู่ฝั่งตรงข้าม เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง ก็เลยเหมือนแสตนบายพร้อมเปิดส่วนของคาเฟ่อยู่ทั้งวัน แต่การเรียกคุณฟูซึ่งรับหน้าที่ดูแลพาร์ตคาเฟ่เป็นหลักมาเปิดประตูให้ก็ไม่ธรรมดา เพราะลูกค้าต้องถอดรหัสวิธีกดกริ่งเรียกจากบทกลอนที่อยู่บนป้ายข้างๆ ประตูร้าน
ขอใบ้ให้นิดนึงว่า ‘มองบนกรงนก’







