
เทรนด์อาหารไม่ได้เปลี่ยนไปทันทีเพียงเพราะตัวเลขปีขยับจาก 2025 สู่ 2026 แต่หลายเทรนด์ยังคงเดินหน้าต่อไป ภายใต้บริบทและสถานการณ์ใหม่ๆ เทรนด์ที่เคยถูกอวยไว้แบบหนึ่งในปีที่แล้ว ในปีถัดไปก็อาจจะถูกด่าแบบไฟแล่บก็เคยมีให้เห็นมาแล้ว
ก่อนหน้านี้เรามักจะได้ยินคำว่า ‘เพราะคุณไม่ใช่ลูกค้าเขา’ เมื่อมีเสียงบ่นจากคนกินถึงราคาที่เกินจับต้องได้ของอาหารบางประเภท แต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้แล้วว่า ‘ทุกคนเข้าถึงอาหารได้ในทุกราคา’ เพียงแต่ในมุมมองของผู้บริโภคเปลี่ยนไป แพงได้แต่ต้องบอกราคา (เหมือนไข่เจียวปู) ผู้บริโภคอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องต้นทุนของวัตถุดิบที่ผู้ขายต้องแบกรับ แต่จะต้องไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบ
หรือแม้แต่เนื้อทอดที่หลายคนมองว่า ‘Overpriced’ คนที่ซื้อมารีวิวอาจจะบ่น คนที่กินจริงอาจจะไม่บ่น หรือคนที่ไม่ได้ซื้อกินแต่อ่านรีวิวก็อาจจะมารอถล่ม หนึ่งวันพันเหตุการณ์ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา
หรือแม้แต่ ‘การกินตามแม่คนนั้น สั่งตามแม่คนนี้’ ก็สร้างเรื่องราวให้ร้านอาหารที่มีตัวตนอยู่แล้ว เพียงแต่คนยังไม่ได้เห็นออกสู่สายตาชาวโลก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคนมาพร้อมๆ กันเหมือนวันมาฆบูชาก็ย่อมาพร้อมดราม่าหลายสิ่ง ทั้งการทำออร์เดอร์ไม่ทันต่อความต้องการ หรือการสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านที่เคยอยู่ร่วมกันทั้งการจราจรและการจอดรถ เพราะคนที่กลัวตกขบวนก็ไม่ละเลยที่จะตามไปกินแบบเกินพอดี แน่นอนว่าแม่ๆ ไม่ได้ผิด ร้านอาหารก็ไม่ได้ผิด และคนกลัวตกขบวนก็ไม่ได้ผิด
เทรนด์อาหารจึงเป็นอะไรที่ไม่ได้มีตัวกำหนดที่ชัดเจน ทุกเทรนด์มีการเข้าๆ ออกๆ อยู่เสมอในทุกๆ ปี

หลายปีก่อนวลีนี้ถูกใช้บอกว่า อาหาร หรือสินค้าใดๆ ที่ผู้บริโภคบ่นว่าแพง มักถูกมองว่าหรือเพราะคุณไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเขาหรือเปล่า ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งมันบอกกับผู้บริโภคอย่างเราจริงๆ ว่าเราจะบ่นเรื่องราคา หรือรสชาติของร้านอาหารนี้ทำไมกัน ในเมื่อเราอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ต้นแล้ว หรือไม่? แต่ในปีที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่า ผู้บริโภคที่เลือกจะกินสิ่งนั้น (ไม่ใช่การตั้งใจวิว) เขาคือผู้บริโภค และผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง แพงได้แต่ชั้นต้องรู้ราคา ต้องมีป้ายราคาแจ้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สคบ.ก็คงไม่ได้มาตามดู รอกินเรียบเมื่อเป็นข่าวเท่านั้น และแน่นอนว่าก็มีกลุ่มร้านอาหารอย่าง Iberry ที่ราคาอาหารไม่ได้ถูก แต่ก็เป็นราคาที่รับได้ แถมดูเหมือนเป็นเครือร้านอาหารที่บอกกับคนกินว่า ‘คุณคือลูกค้าของเรา’ ไม่แบรนด์ใดก็แบรนด์หนึ่ง ซึ่งในปีที่ผ่านมามีทั้งแฮนด์โรล ข้าวมันไก่ อาหารไทย หรือแม้แต่บรันช์

แน่นอนว่า ราเมง ไม่ใช่อาหารประจำชาติไทย แต่ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีทองของราเมงสัญชาติไทย (เรียกแบบนี้ก็คงได้ เพราะปรัชญาของเขาคือทำให้ถูกปากคนไทย) ที่ไปโด่งดังไกลถึงประเทศแห่งราเมงอย่างญี่ปุ่น Shindo Ramen ราเมงสัญชาติไทยจากศาลายาที่ได้ถูกเชิญไปเปิดร้านที่ Shin-Yokohama Ramen Museum ในเมืองโยโกฮาม่า หรือการเกิดขึ้นของร้านราเมงสัญชาติไทยอย่าง Sendo Ramen, Kataru, Sanmai หรือ Yume Ramen ต่างก็ต่อยอดให้กับวงการราเมงไทย รวมถึงการเข้ามาเปิดใหม่ของแบรนด์ราเมงญี่ปุ่น ทั้ง Soba House Konjiki Hototogisu หรือ Tomita Ramen

‘กินตามแม่ตุ๊ก สั่งตามแม่ชม’ ยังคงเป็นเทรนด์การกินของสายแมสที่อาจจะติดตามและเชื่อในรสนิยมของแม่ๆ จนต้องตามกิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีของวงการอาหาร เพราะหลายร้านอาหารถูกสปอตไลต์ส่องถึง หลายร้านเปิดมานาน ขายดีเฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อแม่ๆ ส่องไฟ ร้านเหล่านี้ก็แมสในทันที ร้านไหนปรับตัวได้ก็ต่อยอดขายดิบขายดี ร้านไหนปรับตัวไม่ได้ก็อาจจะมีดราม่าฉ่ำๆ แต่ใดๆ แล้วแม่ๆ ก็ได้สร้างงานสร้างอาชีพให้กับวงการอาหาร ซึ่งว่าไม่ได้ แม่ๆ เค้ามีอิทธิพลต่อผู้คนจริงๆ

ไม่ต้องพูดถึงการขับเคี่ยวของ 2 ยักษ์ใหญ่ ของวงการรางวัลอาหารอย่าง ‘Michelin Guide’ และ ‘50 Best’ กับการให้รางวัลร้านอาหาร บาร์ หรือโรงแรม ซึ่งในปีก่อนมิชลินก็ได้เพิ่ม Michelin Key เข้ามา และปลายปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ยังบุกตลาด ‘ไวน์เนอรี’ มอบรางวัลให้กับไร่ไวน์
โดยบ้าน 50 Best ออกตัวเร็วกว่ากับ The World’s 50 Best Vineyards 2025 ตามด้วยบ้านมิชลินกับการเปิดตัว Michelin Grapes ที่จะเริ่มในปี 2026 นอกจากนี้รางวัลอย่าง Gault & Milla ก็รอสปอนเซอร์มาสักพักใหญ่ และเตรียมเปิดตัวไนไทย คาดว่าในปีนี้ หรือการมาของ Meituan และ Dianping ตลาดจีน กับการเตรียมแจงรางวัล ‘ไท่ห่าวชือ’ ร้านเด็ดเมืองไทย และ ‘ไท่ห่าวหวาน’ ลายแทงเที่ยวไทย

มัทฉะ ในปีที่ผ่านมาถูกพูดถึงในหลายแง่มุม โดยเฉพาะ เรื่องของราคา และสภาวะขาดตลาด เนื่องจากมีความต้องการการบริโภคที่สูงมาก ไม่เพียงเฉพาะการดื่มมัทฉะของคนญี่ปุ่นเอง จนต้อวจำกัดการซื้อ รวมถึงความนิยมในต่างประเทศ ในเมืองไทยเองราคาก็สูงขึ้นตามความต้องการของตลาด ถึงขั้นมีมัทฉะที่แพงที่สุดในไทยจากร้าน Deep Tea (home of tea) ราคาแก้วละ 3,900 บาท ซึ่งใช้มัทฉะเกรดพิธีการ ‘Seijyu’ จาก Hoshino Seichaen นอกจากนี้มัทฉะยังเป็นภาพตัวแทนของ Performative Male หรือ อาหวัง ในเวอร์ชันไทย หนุ่มเทสต์ดีกับภาพลักษณ์แสนอบอุ่น พร้อมแก้วมัทฉะและหนังสือคู่ใจ

ความจริง ไข่ผำ หรือ Wolffia globosa ถูกค้นพบว่าเป็นซุปเปอร์ฟู้ดมานานมากกว่า 10 ปี แล้ว แต่ภาพจำยังเข้าไม่ถึงคนทั่วไป พืชน้ำจืดขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีเขียว เป็นอาหารพื้นบ้านของภาคอีสานและภาคเหนือ ด้วยโปรตีนที่สูงและมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี จึงถูกขนานนามให้เป็นซุปเปอร์ฟู้ด และในปีที่ผ่านมาในงาน Thai Rice Fest ได้มีการเพิ่ม Wolffia Pavillion ที่โชว์เคสไข่ผำในรูปแบบสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ผำลาเต้ ที่นำเอาไข่ผำมาทดแทนมัทฉะทำเหมือนมัทฉะลาเต้ หรือไอศกรีมไข่ผำที่มีเลเวลความเข้มข้น เหมือนกับไอศกรีมมัทฉะ ทำให้ไข่ผำดูจะกลายเป็นตัวแทนของมัทฉะได้ในอนาคต

เชื่อว่าปีที่ผ่านมาเราได้เห็นบาร์สาเกเปิดให้บริการในกรุงเทพฯค่อนข้างเยอะกว่าปกติ แน่นอนว่าการเปิดบาร์แล้วมีแต่สาเกก็ดูเหมือนอาจจะยังไม่ใช่วัฒนธรรมการดื่มแบบคนไทย ทำให้เราเห็นบาร์สาเกหลายแห่ง อาทิ Marie, Tipples & Nibbles, Bar Nikori หรือ The Sake Room ต่างก็ทำอาหารเข้ามาเสริมกับลิสต์ของสาเกที่มีในร้าน รวมถึงในไฟน์ไดนิ่งเองก็มีการนำเอาสาเกมาเป็นส่วนหนึ่งของการแพริงอาหารร่วมกับไวน์
‘ฮ่องกง’ อาจจะไม่ใช่ปลายทางของฟู้ดดี้อีกต่อไป เนื่องจากราคาอาหารที่แพงสูงขึ้นมาก แต่ในปีที่ผ่านมาเรากลับเห็นคนเดินทางไป ‘มาเก๊า’ กันมากขึ้น ไม่ได้ไปเพื่อเล่นการพนัน แต่ไปเพื่อกิน โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยเริ่มลิสต์ร้านอาหารสตรีทฟู้ดในมาเก๊ามาเป็น Bucket List แทนร้านในฮ่องกงแล้ว รวมถึงอีกเมืองที่ว่ากันว่าเติบโตขึ้นมาอย่าง ‘โฮจิมินห์’ ไม่นับรวมตึก The Cafe Apartment ก็ยังทำให้เมืองแห่งนี้อ้าแขนรับนักท่องเที่ยวไทยหนักมาก รวมถึงเมืองนี้ได้กลายเป็นปลายทางขับเคี่ยวกับกรุงเทพฯ ด้วยราคาอาหารที่ย่อมเยากว่า รวมถึงมีร้านอาหารมิชลินในราคาที่ดี ไม่ว่าจะเป็น Gia, Anan Saigon, Akuna หรือ Ciel ต่างก็ดึงดูดใจ