‘In Pursuit of the Firefly’ เมนูเล่มล่าสุดของ Firefly Bar บาร์ค็อกเทลของโรงแรม Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok ที่ทิ้งช่วงเปลี่ยนเมนูเล่มใหม่มานานพอสมควร เริ่มแรกค็อกเทลของที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงโฟล์กซอง ‘นิทานหิ่งห้อย’ ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ ‘การเดินทางของหิ่งห้อย’ และนี่คือเมนูล่าสุดที่ Dicky Hartono เฮดบาร์ อยากชวนเราคิดตามถึงการหายไปของการล่องลอยของแสงไฟดวงน้อยในสังคมเมือง
เมนูเล่มนี้เปรียบได้กับนิทรรศการของหิ่งห้อย ที่เล่าให้เราเข้าใจถึง 4 องค์ประกอบ จากเล่มเมนู ความเป็นมาของชื่อบาร์ วัฏจักรของหิ่งห้อย การเรืองแสง และตำนานหิ่งห้อย ที่ถูกเล่าผ่านรสชาติ วัตถุดิบ รวมถึงความรู้เรื่องหิ่งห้อยในเล่มเมนู ไม่ว่าจะเป็น ปฎิทินจันทรคติที่เชื่อมโยงกับรสชาติ หรือตำนานหิ่งห้อยที่มีอยู่ทั่วโลก เมนูใหม่มีทั้งหมด 20 เมนู บางเมนูปรับจากเมนูเล่มเดิม
Etymology เล่าถึงการเปลี่ยนจากไข่สู่ดักแด้ ก่อนกลายเป็นหิ่งห้อย ที่อยู่ได้ทั้งผืนดินและท้องทะเล มีเครื่องดื่มอย่าง Bamboo Negroni นำเอาลำต้นและใบไผ่มาใช้, Where is the Cricket? ใข้โปรตีนจากจิ้งหรีด
Ecosystem เล่าถึงความเป็นผู้ล่าและถูกล่าผ่านการเรืองแสง ทำหน้าที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม มีเครื่องดื่มอย่าง Like That Ya! ทำออกมาเป็นกาแฟผสมชาและน้ำพริกเผา, Blue Moon นำเอาชาเบลนด์พิเศษของสินธรที่มีความหอมของพีช ผสมกับสีฟ้าจากสาหร่ายสไปลูลินา
Luminescence เล่าถึงการเรืองแสงไฟในมุมมองต่างๆ มีเครื่องดื่มอย่าง Tres Elementos มาพร้อมกับน้ำมะเขือเทศและมะเขือเทศ 3 สี, Melon Curiosity มาร์ตินีกับเมลอนที่ท็อปด้วยคาเวียร์มะกอกและบัลซามิก, Salty Guava เครื่องดื่มสุด Sustain ที่ใช้ทุกส่วนของฝรั่ง เปลือก ใบ เนื้อ เมล็ด มาพร้อมเกลือยุซุ และ Gorgeous Lady in Red มาพร้อมแฟนซีบับเบิลที่พร้อมรมควันเครื่องดื่ม
และ Mythology ย้ำถึงหิ่งห้อยครอบครองโลกผ่านนิทานและตำนานนับไม่ถ้วน มีเครื่องดื่มอย่าง Journey to Amphawa อัมพวาเป็นสถานที่ที่คนกรุงเทพฯ ไปดูหิ่งห้อย จึงนำเอาน้ำมะพร้าวและลิ้นจี่ ของดีอัมพวามาใช้
คงต้องบอกว่า เมนูใหม่เล่มนี้นำเสนอรสชาติที่สะท้อนไปถึงเรื่องราวของหิ่งห้อยได้น่าสนใจมากขึ้น รวมถึงข้อความในเล่มเมนูที่เล่าทุกมุมของหิ่งห้อย