
เวลานัดแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ ที่บาร์ ทุกคนตัดสินใจเลือกร้านจากอะไรบ้าง? ถ้าทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเลือกจากร้านที่มีเสียงดนตรีคุณภาพและเพลงเพราะๆ ให้ฟังทั้งคืน นี่คือ 8 บาร์แผ่นเสียงจากทีมระดับหัวแถวที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนลองเปลี่ยนบรรยากาศไปดื่มด่ำกับมนตร์เสน่ห์จากยุคแอนะล็อกที่ยังไพเราะอยู่เสมอ





บาร์แผ่นเสียงบนชั้น 30 ของโรงแรมโรสวูดที่คนรักเพลงวินเทจหรือหลงใหลในเสน่ห์ของแผ่นเสียงต้องแวะมาสักครั้ง เพราะ Lennon’s มีคลังแผ่นเสียงมากถึง 6,000 แผ่นให้เลือกฟังท่ามกลางบรรยากาศบาร์ที่ตกแต่งสไตล์เรโทรผสมความร่วมสมัย เข้ากับเมนูค็อกเทลซิกเนเจอร์เซ็ตใหม่ที่ชื่อว่า Vinyl ซึ่งรวมค็อกเทลทั้งหมด 12 แก้วที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลงดังยุค 80s และ 90s ทุกแก้วสื่อถึงเพลงที่เราคุ้นเคย ทั้งในแง่ของรสชาติ อารมณ์ และพลังของยุคนั้นๆ

บาร์แผ่นเสียงเล็กๆ ในซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย) ที่เกิดจากความตั้งใจของ แพน–ชวิกา ศรีสวน ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ A Pale Petal ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมค็อกเทล และ จอย–ณัฐวุฒิ นิลขำ หรือ DJ Nanziee ดีเจและนักสะสมแผ่นเสียงที่อยู่ในวงการมายาวนานกว่า 20 ปี โดยทั้งคู่ต้องการให้การฟังและสะสมแผ่นเสียงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยใหม่ (Modern-day Culture) ไม่ใช่แค่เรื่องในอดีตเท่านั้น ที่ร้านจึงมีแผ่นเสียงแน่นชั้นวางที่อยู่ด้านหลังเคาน์เตอร์ และเครื่องดื่มของที่ร้านก็ใช้คอนเซ็ปต์ Modern-day Culture ในการออกแบบเช่นกัน โดยหยิบเอาสมุนไพรไทยหรือแม้แต่ยาไทยบางตัวมาตีความใหม่ กลายเป็นวัตถุดิบในเครื่องดื่มที่มีคาแร็กเตอร์ชัดเจน




อีกหนึ่งบาร์แผ่นเสียงจากทีม Modern-day Culture ที่นำโดย แพน-ชวิกา ศรีสวน, จอย-ณัฐวุฒิ นิลขำ หรือ DJ Nanziee และ ต่วย-ธีฆา พุ่มภัคดี โดยร้านอยู่ในตึกเดียวกัน ถัดลงมาอีกหนึ่งชั้นจากร้าน Modern-day Culture แต่ถึงจะเป็นทีมเดิมยกแผงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบาร์ใหม่แห่งนี้จะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น เพราะเพียงแค่ผลักประตูสีแดงเข้าไปคุณก็จะพบกับบรรยากาศใหม่ๆ ที่ Modern-day Culture ก็ให้ไม่ได้ กล่าวคือ เป็นบาร์ที่ให้ความรู้สึกเฟรนด์ลี่มากขึ้น และในขณะที่บาร์ด้านบนดูค่อนข้างโต ที่นี่กลับให้ไวบ์ที่ดูเด็กลง ดูสนุกได้มากขึ้น
สิ่งที่ Club Salva ต้องการนำเสนอคือ ‘ความแปลกใหม่ที่เข้าถึงง่าย’ ถ้าเปรียบกับงานศิลปะก็คงเป็นผลงานของ Salvador Dalí (1904-1989) ศิลปินเซอร์เรียลลิซึ่มชาวสเปน เจ้าของผลงานภาพวาด The Persistence of Memory (1931) อันโด่งดัง และเพื่อให้สารนั้นแข็งแรงยิ่งขึ้นพวกเขาจึงนำชื่อของศิลปินมาตั้งเป็นชื่อร้าน อีกนัยหนึ่ง Salva ในภาษาสเปนและอิตาลียังมีความหมายในเชิงว่าปลอดภัยได้ด้วย ซึ่งรวมๆ แล้วจะแปล Club Salva ว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ก็ได้
องค์ประกอบสำคัญของ Club Salva ได้แก่ Vinyl (แผ่นเสียงไวนิล), Vino (ไวน์) และ Vinegar-ish (เครื่องดื่มที่เน้นใช้ของหมักดองเป็นส่วนผสม) หรือแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ก็คือ ‘เพลง’ กับ ‘เครื่องดื่ม’ นั่นเอง เรื่องเพลงแน่นอนว่าที่ร้านยังคงเปิดแผ่นเสียงไวนิล แนวเพลงก็มีตั้งแต่ แจ๊ส เอซิดแจ๊ส มินิมัลเฮาส์ ไปจนถึงดิสโก โดยจะเน้นนำเสนอเพลงใหม่ๆ (เพลงเก่าที่ไม่เคยฟังก็ถือว่าใหม่) ที่อาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักแต่ก็ไม่ได้เข้าถึงยากขนาดนั้นขอเพียงเปิดใจและปล่อยจอย
สำหรับเครื่องดื่มเรียกว่าน่าสนใจขึ้นเยอะมากเพราะที่ร้านจะเน้นใช้ของหมักดองเป็นส่วนผสม ทำให้เครื่องดื่มแต่ละแก้วมีความคราฟต์มากขึ้น แต่ก็ถือเป็นการเล่นท่ายากที่ท้าทายทั้งคนดื่มและคนทำ ในแง่ของคนดื่มที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับรสชาติและกลิ่นแนวของหมักดองในเครื่องดื่มก็อาจจะต้องเปิดใจลอง แต่คนที่ถูกปากถูกคอกับมันก็อาจจะหลงรักไปหมดซะทุกแก้ว ส่วนในแง่คนทำก็ต้องอาศัยความแม่นยำอย่างมากในทุกกระบวนการตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบหลังบ้านจนถึงตอนชงที่หน้าบาร์

ร้านแผ่นเสียงกึ่งบาร์ในซอยพรานนก 6 ของ ตั้ม–โตคิน ฑีฆานนท์ คนเบื้องหลังมิวสิกวิดีโอและเทศกาลดนตรีนอกกระแสมากมาย ที่นำความหลงใหลในดนตรีของตัวเองมาสร้างสรรค์เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เป็นเหมือนบ้านที่เปิดให้คนรักเพลงมาเจอกัน บรรยากาศร้านมีความวินเทจ อบอุ่น ตกแต่งง่ายๆ แต่เต็มไปด้วยของสะสมส่วนตัวของตั้ม ทั้งแผ่นเสียงหายากที่เป็นของสะสมส่วนตัวของเจ้าของร้าน หนังสือ สารพัดของจุกจิก รวมถึงโซนบาร์เล็กๆ ที่คอยเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ทุกคนจิบเคล้ากับเสียงเพลง


บาร์เล็กๆ ในคอนเทนเนอร์สีขาวที่ซ่อนอยู่หลังรั้วต้นไม้สีเขียว ก่อตั้งโดย กิ-กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร ผู้อยู่เบื้องหลังร้านขายแผ่นเสียง HAVE YOU HEARD? และเป็นผู้จัดคอนเสิร์ต Maho Rasop Festival โดย Freaking Out The Neighborhood เรียกตัวเองว่าเป็น Alternative Listening Bar หรือบาร์สำหรับนั่งฟังเพลงที่ชวนทุกคนไปทำความรู้จักกับเพลงนอกกระแสหลากหลายแนวที่เจ้าของร้านจะเปิดให้ฟังทั้งอัลบั้ม ไล่เรียงตั้งแต่แทร็กแรกจนแทร็กสุดท้าย และที่ร้านยังมีแผ่นเสียงให้เลือกซื้อด้วย


บาร์แผ่นเสียงไวนิลของแท้ (เพราะไม่เล่นแบบดิจิทัลเลย) ริมถนนจักรพรรดิพงษ์ ย่านนางเลิ้ง เกิดจากการรวมตัวของดีเจแผ่นเสียงไวนิลที่ต้องการสร้างคอมมูนิตีของคนรักแผ่นเสียง เพราะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าบาร์ที่เคยเปิดแผ่นไวนิลเสียงจริงๆ ตอนนี้กลายเป็นดิจิทัลหมดแล้วเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งเห็นร้านเล็กๆ แบบนี้ แต่ที่ร้านมีแผ่นเสียงให้เลือกฟังมากกว่าพันแผ่นและล้วนแต่เป็นแรร์ไอเท็มของเหล่านักสะสมทั้งนั้น มีให้ฟังแทบทุกแนวแต่ส่วนใหญ่จะเป็นฮิปฮอป แจ๊ส หวานๆ เมโลดีน้อยๆ ฟังง่าย มีแนวเฮาส์บ้าง ไปจนถึงเรกเก้ เพลงไทยยุค 80, 90, 2000 หรือแม้แต่หมอลำ และถ้าใครมีแผ่นโปรดอยู่ที่บ้านก็สามารถจองคิวเป็นดีเจแล้วถือมาเปิดป้ายยาลูกค้าคนอื่นที่ร้านได้ด้วย ถ้ายังไม่มีพื้นฐานดีเจที่ร้านก็ยินดีสอนให้ด้วย
ก่อนจะเป็นบาร์แผ่นเสียงมู้ดดีอย่างทุกวันนี้ ตึกแถวตรงนี้เคยเป็นร้านขายของชำของคุณยายคนนึง ชื่อร้านว่า ‘ร้านยาย’ ทุกวันนี้สติ๊กเกอร์ชื่อร้านเก่าที่หน้าร้านก็ยังทิ้งร่องรอยให้เห็นอยู่ ถึงตรงนี้หลายคนคงเดาได้แล้วว่าชื่อร้านต้องออกเสียงว่ายังไงและหมายถึงอะไร
ดีเจที่เป็นบาร์เทนเดอร์ด้วยบอกกับเราตรงๆ ว่าพวกเขาไม่ถนัดเรื่องเครื่องดื่มสักเท่าไหร่ เน้นเครื่องดื่มที่ไม่ซับซ้อน ใช้จินเป็นหลักแต่ก็จะเพิ่มตัวเลือกด้วยจินและโทนิกที่มีรสชาติอื่นๆ เพื่อไม่ให้น่าเบื่อเกินไป และยังมีหมวดไฮบอล ยูสุชู อูเมะชู โซชู ไปจนถึงเบียร์และไวน์ให้เลือกด้วย



Siwilai Sound Club คืออีกหนึ่งบาร์จากแบรนด์ Siwilai ที่เป็นทั้งบาร์เพลงแจ๊สและบาร์แผ่นเสียง ซึ่งทั้งหมดอยู่ใน Central: The Original Store บนถนนเจริญกรุง พื้นที่ของร้านแบ่งเป็นชั้นล่างเรียกว่า Live Room เป็นห้องที่มีดนตรีสดให้ฟังจริงจัง กลางห้องมีแกรนด์เปียโนวางเด่นและมีนักดนตรีแจ๊สมาผลัดกันเล่นให้ฟังทุกคืน ขึ้นไปชั้นบนจะเป็น Audiophile Bar พื้นที่สำหรับคนรักแผ่นเสียงที่จะมีดีเจมาเปิดแผ่นให้ฟังโดยเน้นเพลงแจ๊สเหมือนกับชั้นล่าง

คอมมูนิตีของคนรักเสียงเพลง เครื่องดื่ม และบรรยากาศดีๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Charoen43 คอมมูนิตีสร้างสรรค์ตรงปากซอยเจริญกรุง 43 ในช่วงกลางวันทุกวัน (12:00-20:00) ที่ร้านจะเปิดเป็นคาเฟ่และร้านขายแผ่นเสียงจาก BAA Records และ HYH Records และจะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นบาร์ดนตรีทางเลือกในช่วงกลางคืน (20:00-00:00) ของวันพฤหัสบดี-วันอาทิตย์