
ตั้งแต่ต้นปี หลายบาร์ค็อกเทลเริ่มปรับเปลี่ยนเล่มเมนูค็อกเทลใหม่ทั้งหมด บางบาร์อาจจะปรับเปลี่ยนเมนูในธีมคอนเซ็ปต์เดิม บางบาร์อาจจะเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่ไปเลย เพื่อรีเฟรชให้เมนูค็อกเทลของร้านยังคงน่าสนใจ ที่สำคัญก็เป็นการเอาใจขาประจำที่ขี้เบื่อของบาร์ด้วย
แน่นอนว่ายุคนี้เป็นยุคที่แข่งขันกันเรื่องรสชาติเป็นอันดับแรก แต่เรื่องของคอนเซ็ปต์ก็เป็นเรื่องน่าสนใจที่หลายบาร์มองข้ามไป บางบาร์เลือกทำคลาสสิกค็อกเทลให้รสชาติดี ซึ่งก็ไม่ได้ผิด แต่การหมั่นปรับเปลี่ยนเมนูค็อกเทลใหม่อยู่เสมอๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่แพ้กัน
นอกจากคอนเซ็ปต์ค็อกเทลที่ออกมาดูเก๋และสดใหม่ตลอดเวลาแล้ว ตอนนี้ดีไซน์ของตัวเล่มเมนูของหลายบาร์ก็ออกแบบมาได้สวยงาม น่าหยิบจับ และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่อันแน่น ประหนี่งอ่านนิยาย 1 เล่ม ด้วยเช่นกัน
Friday ลองไปรวบรวมเอาเมนูเล่มใหม่มาได้ทั้งหมด 9 บาร์ ลองไปอ่านดูกันว่าแต่ละบาร์เล่าคอนเซ็ปต์เครื่องดื่มเอาไว้อย่างไรบ้าง และค็อกเทลเมนูไหนที่ดึงดูดใจให้เราอยากไปลอง
เมนูลำดับที่ 3 ของ Dry Wave Cocktail Studio ที่เปลี่ยนในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 โดยเริ่มจากการนำเอาคลาสสิกค็อกเทล 2 ตัว มาผสานกันเป็น Super Classic และล่าสุดเปลี่ยนเป็น ‘Interference’ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันของคลื่นสองลูก กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่แตกต่างจากคลื่นเดิม เราจะได้เห็นความซับซ้อนของค็อกเทลใหม่ที่แตกต่างจากเดิมทั้งรสชาติและหน้าตา
Inteference สื่อถึงคลื่นของรสชาติที่มีทั้งหมด 8 รส เมื่อถูกนำมาผสมผสานกันจะกลายเป็นรสชาติใหม่ โดยมีซิกเนเจอร์ทั้งหมด 17 แก้ว เป็นค็อกเทลใหม่ 13 แก้ว และเป็นค็อกเทลเดิมที่ได้รับการปรับรสชาติใหม่อีก 4 ตัว
สิ่งที่พาความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับสถานที่ที่เราประทับใจกลับมาหาเราได้ชัดเจนที่สุดก็คือ รสชาติและกลิ่นที่สื่อถึงสถานที่เหล่านั้น เพียงจิบเดียวในเมนู Expression Cocktails #2 ของ Opium Bar จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวการเดินทางที่ทีมบาร์ทุกคนหยิบมาเล่าผ่านเครื่องดื่ม
นี่คือเมนูชุดที่ 2 ในซีรีส์ Expression Cocktails ที่ทางร้านนำเสนอประสบการณ์การเดินทางในสถานที่ต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศผ่านชื่อ สีสัน อุณหภูมิ ภาชนะ และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ประกอบกันเป็นเครื่องดื่มแต่ละแก้ว ได้แก่ ทรงวาด, เชึยงใหม่, ตลาดน้ำ, ฮานอย และเกาะซาร์ดิเนีย

เครื่องดื่มใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคอร์ดดนตรีพื้นฐาน 4 คอร์ด เพราะ Black Cabin Bar เชื่อว่าในโลกของเสียงดนตรี ‘คอร์ด’ ไม่ใช่แค่โน้ตหลายตัวที่ถูกเล่นพร้อมกัน แต่มันคือความกลมกล่อมกลมกลืนของอารมณ์และความรู้สึกที่ถูกอัดรวมไว้ในช่วงเวลาสั้นๆ เครื่องดื่มทุกแก้วในเมนูเล่มนี้ก็ประกอบสร้างขึ้นจากสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน
เมื่อคอร์ดดนตรีทั้ง 4 มาอยู่ในแก้ว คาแร็กเตอร์ของแต่ละคอร์ดจะถูกตีความเป็นเครื่องดื่มคอร์ดละ 3 แก้ว โดย Major จะนำเสนอเครื่องดื่มที่ดื่มง่าย เข้าใจง่าย เน้นให้ความรู้สึกสดชื่น สว่างๆ ตอนจิบ ส่วน Minor จะมาพร้อมเครื่องดื่มที่มีความน่าค้นหา ลุ่มลึก ความซับซ้อนของรสและกลิ่นจะเพิ่มขึ้นอีกระดับ

Tropic City ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเปิดให้บริการภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ โดยเตรียมจัดอีเวนต์ส่งท้าย 3 คืนรวด 24-26 เมษายน แต่ก็ไม่วายขยันทำเมนูใหม่ Tropicology Volume 2 ออกมา เมนูเล่มนี้เป็นเหมือนการปิดฉากบทสุดท้ายของที่นี่ (สาขาเจริญกรุง)โดยยังคงเก็บเอาค็อกเทลทรอปิคัลเอาไว้เช่นเคย แต่ปรับทวิสต์ให้เข้ากับสมัยใหม่มากขึ้น เราจะไม่ได้เห็นแก้ว Tiki แบบเดิมอีกแล้ว เมนูเล่มใหม่แบ่งเป็น 3 บท บทแรกเป็น Modern Potions เมนูที่ครีเอตใหม่ 6 แก้ว ตามด้วย Tropic City Classics ซิกเนเจอร์ยอดนิยมที่ขายมาตั้งแต่ร้านเปิด 6 แก้ว และ Tiki Originals ค็อกเทลสไตล์ทิกิ 6 แก้ว

เครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ The Wild Series ชุดที่ 2 ที่ต่อยอดเพื่อพาทุกคนไปสัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติให้ครอบคลุมขึ้น ทั้งพื้นดิน ผืนป่า และมหาสมุทร ความน่าสนใจของเครื่องดื่มในหมวดนี้อยู่ที่กระบวนการสร้างสรรค์ที่ใช้เทคนิคน้อย แต่เน้นชูรสและกลิ่นของวัตถุดิบหลักด้วยกระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

พาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนไปสำรวจจักรวาลจากจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่งจนถึงวันที่มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเดินทางแล้วทะยานออกนอกโลกเพื่อค้นพบความยิ่งใหญ่ของจักรวาล เล่าเรื่องผ่านค็อกเทลที่แบ่งเป็น 4 หมวด คือ Origins จะเป็นการตีความจักรวาลในยุคที่ทุกสิ่งยังเป็นเพียงฝุ่น ก๊าซ สสาร และพลังงาน ที่ล่องลอยกระจัดกระจาย รอการกำเนิดของบางสิ่ง ต่อด้วยหมวด Stars ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุคที่ดวงดาวและกาแล็กซี่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น สู่หมวด Unknown ซึ่งเป็นยุคที่จักรวาลยังไม่ถูกค้นพบความกว้างใหญ่ และหมวด Frontier ที่เล่าเรื่องการสำรวจอวกาศยุคแรกเริ่มของมนุษยชาติ
นำเอาแรงบันดาลใจจากต้นกำเนิดของแบรนด์เซนต์ รีจิส ในมหานครนิวยอร์ก มาเล่าผ่าน 8 ย่าน ของเกาะแมนแฮตตัน โดย Brian Gonzalez ผู้จัดการเครื่องดื่ม ได้เพิ่ม 8 เมนูนี้ เข้ามาพร้อมๆ กับการปรับโฉมซีรีส์บลัดดีแมรี ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์
ทุกเมืองมีเรื่องราวของตัวเอง เช่นเดียวกับเกาะแมนฮัตตันในนิวยอร์ก เมืองนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คน ถนน ความทรงจำ จึงดึงสิ่งเหล่านี้ที่สะท้อนถึงย่านต่างๆ ทั้ง 8 ย่าน ซึ่งแต่ละย่านมีจุดเด่นไม่เหมือนกัน บางเมนูได้แรงบันดาลใจจากดนตรี บางเมนูจากสถาปัตยกรรม Portraits of Mahattan จึงไม่ได้เป็นเพียงเล่มเมนู แต่เปรียบได้กับแกลเลอรีที่สะท้อนความเป็นเมืองในย่านต่างๆ
เริ่มแรกค็อกเทลของที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงโฟล์กซอง ‘นิทานหิ่งห้อย’ ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ ‘การเดินทางของหิ่งห้อย’ และนี่คือเมนูล่าสุดที่ Dicky Hartono เฮดบาร์ อยากชวนเราคิดตามถึงการหายไปของการล่องลอยของแสงไฟดวงน้อยในสังคมเมือง
เมนูเล่มนี้เปรียบได้กับนิทรรศการของหิ่งห้อย ที่เล่าให้เราเข้าใจถึง 4 องค์ประกอบ จากเล่มเมนู ความเป็นมาของชื่อบาร์ วัฏจักรของหิ่งห้อย การเรืองแสง และตำนานหิ่งห้อย ที่ถูกเล่าผ่านรสชาติ วัตถุดิบ รวมถึงความรู้เรื่องหิ่งห้อยในเล่มเมนู ไม่ว่าจะเป็น ปฎิทินจันทรคติที่เชื่อมโยงกับรสชาติ หรือตำนานหิ่งห้อยที่มีอยู่ทั่วโลก เมนูใหม่มีทั้งหมด 20 เมนู บางเมนูปรับจากเมนูเล่มเดิม

เล่าเรื่องของเจ้าเป็ด Quill เป็ดในเสื้อกั๊กที่ทำจากใบบัว ซุกซ่อนเชคเกอร์ผสมเครื่องดื่มไว้ใต้ปีก เป็ดตัวนี้ไม่ใช่บาร์เทนเดอร์ธรรมดา แต่เขาทำค็อกเทลจากหยาดน้ำค้าง ผลเบอร์รีในสายหมอก และน้ำหวานต้องมนต์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากป่าโดยรอบ เจ้าเป็ด Quill จีงได้นำเอาเรื่องราวรอบสวนแห่งนี้ ซึ่งล้อมรอบด้วยห้องอาหารต่างๆ ของโรงแรม ทั้งอิตาเลียน ไทย ญี่ปุ่น และลาติน ประกอบกับใส่ความเป็นเทพนิยายลงไป ตีความออกมาเป็นซิกเนเจอร์ทั้ง 8 แก้ว