Wisetwiso
Wisetwiso | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

63 ร้านอาหารและคาเฟ่เปิดใหม่ ในครึ่งปีแรก 2026

เรากำลังจะเดินทางผ่านครึ่งปีแรกกันแล้ว วันนี้ Friday จะมาสรุปให้ว่ามีร้านอาหารและคาเฟ่อะไรบ้างที่ทำให้เราอยากออกจากบ้าน

24 มิ.ย. 2569

เรากำลังจะเดินทางผ่านครึ่งปีแรกของปี 2026 กันแล้ว เชื่อว่าหลายคนก็ยุ่งหัวหมุน จนบางที่ก็ไม่มีเวลาออกมาเที่ยวเล่น อัปเดตร้านอาหารและคาเฟ่กันสักเท่าไหร่ วันนี้ Friday จะมาสรุปให้ว่ามีร้านอาหารและคาเฟ่อะไรที่เปิดกันในปีนี้บ้าง แน่นอนว่านี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เรามีโอกาสได้ไปรีวิว หรือเล่าเรื่องถึง สำหรับร้านที่ตกหล่นก็ไม่ต้องเสียใจ สามารถทักมาชักชวนเราใน Inbox ได้เลย เราจะรีบแวะไปอัปเดตร้านของคุณมาลงใน Friday

ครึ่งปีแรกต้องยกให้บ้าน Iberry ที่เปิดแบรนด์ใหม่เยอะกว่าใคร ทั้ง Slay Yuan, Bánh MiMi, Gapple และตรอกมะระกา แถมยังได้ยินว่าจะมีอีก 2-3 แบรนด์ใหม่เปิดอีกในช่วงครึ่งปีหลัง เช่นเดียวกับ Maguro Group ที่ช่วงครึ่งปีแรกเปิดยังไม่เยอะ น่าจะมีแค่ Ippe Koppe แต่หลังจากนี้แหละที่เดือดมาก ทั้งซูชิสายพาน Sushi Ginza Onodera และ Age.3 ร้านแซนด์วิชทอดไส้ล้น

สำหรับเชฟชื่อดังก็มีการขยับขยายเปิดร้านอาหารของตัวเองเพิ่ม อย่าง เชฟชาลี กาเดอร์ ก็เปิดทั้งสาโทสโมสร และ Across 100 Pizza, เชฟก้องวุฒิ จาก Locus ในเชียงราย ก็ขยับมาเปิดเชฟเทเบิล Taang ในกรุงเทพฯ ที่มีเมนูเด่นอย่างข้าวซอยเย็น และเชฟโจ ณพล ที่ขยับจากสามล้อ เปิดเพิ่มสิบล้อ

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาเปิดใหม่เป็นสาขาแรก ไม่ว่าจะเป็น Cova คาเฟ่จากมิลานที่เปิดสุดสัปดาห์นี้, Curry Up แบรนด์ข้าวแกงกะหรี่ของ Human Made, Conte De Tulear คาเฟ่จากเกาหลีใต้, Kimukatsu หมูทอดพันชั้นจากญี่ปุ่น, Mensho Tonkotsu ที่แตกไลน์เพิ่มซุปกระดูกหมู, Niku Niku Oh!! Kome แฮมเบิร์กแบรนด์จีน และ Norimaki by Onitsuka Tiger ซูชิแฮนด์โรลจากญี่ปุ่น ยังไม่นับรวมคาเฟ่ที่เต็มไปด้วยข่าวลืออย่าง Blue Bottle Coffee ที่คาดว่าอาจจะเปิดถึง 3 สาขา ในปีนี้


Mo.BKK
Mo.BKK | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

นี่คือการกลับมารันวงการอีกครั้ง ของเชฟโม-ชัชพล ถาวรวณิชย์ เซียนเทมปุระระดับเทพ ที่เคยเขย่าวงการด้วยร้านเทมปุระสุดจ๊าบ ไวบ์แบบเด็กฮิปฮอปอเมริกันอย่าง Batt Tempura โดยเชฟโมได้ไปร่ำเรียนเทคนิคการทอดเทมปุระมาจากเชฟญี่ปุ่นในโรงแรม 5 ดาวโดยตรง พร้อมชูจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครด้วยการใช้ปลาและซีฟู้ดไทยสั่งตรงจากประมงพื้นบ้านแบบวันต่อวัน เพราะฉะนั้นเมนูของร้านนี้เลยยืนพื้นด้วยปลา กุ้ง หอย และผักที่เปลี่ยนชนิดไปในทุกวันนั่นเอง

Slay Yuan

สีลม

Slay Yuan | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

เซ็นทรัลพาร์คเขามีอะไรใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์ได้ตลอดจริงๆ ล่าสุดกับการเปิดตัว Slay Yuan ร้านอาหารลูกครึ่งเวียดนาม-อีสาน ร้านลูกรักคนใหม่แกะกล่องจากเครือ Iberry ซึ่งถ้าใครนึกไม่ออกว่าอาหารเวียดนาม-อีสานจะเป็นประมาณไหน เราอยากให้ลองหลับตานึกภาพเมนูอาหารแถวๆ อุดรฯ หรืออุบลฯ ดู

แค่ฟังชื่อก็น่าจะรู้สึกถึงความฮิปและขบถของร้านนี้ได้แล้ว เพราะชื่อร้านที่มีคำว่า Slay นั้นมีที่มาจากความแสบซนปนขี้เล่น ของทั้งตัวเมนู บรรยากาศ โทนสีร้าน ลามไปจนถึงคอสตูมพนักงานซึ่งตอบคำถามที่ว่าที่นี่ต่างจากร้านอาหารเวียดนามในเครือยังไงบ้าง เราก็คงจะตอบว่าที่นี่นั้นทั้งเผ็ดซี๊ด จี๊ดจ๊าด และขี้เล่นกว่ามากๆ

ในขณะที่อันเกิมอันก๋าที่เป็นแบรนด์เวียดนามลูกพี่ในเครือนั้นเน้นไปที่เมนูผักแน่นๆ และรสชาติกลางๆ แบบที่คนโตๆ เขาชอบกินกัน เราว่าอาหารของ Slay Yuan จะมาในรูปแบบเอาใจวัยรุ่นมากขึ้นหน่อย ด้วยไซซ์ที่ไม่ต้องใหญ่มาก แต่เน้นหน้าตาการเสิร์ฟและรสชาติจัดจ้านแบบที่เหมาะกับคนในวัยที่ยังไม่กลัวกรดไหลย้อน โดยเมนูก็มีให้เลือกหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่แจ่วฮ้อนแบบอีสาน (มีทั้งหมู เนื้อ และไก่) เฝอแบบเวียดนาม พิซซ่าเวียดนาม ขนมเบื้องเวียดนาม ส้มตำถาด ยำขนมจีน ไปจนถึงเมนูโปรตีนอย่างพวกพิคานย่าย่างและไก่ทอดสมุนไพร

Slay Yuan จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค. นี้ สำหรับใครที่อยากมาชิมวันแรก เราแนะนำให้ทักไปจองในเพจล่วงหน้าก่อนได้เลย!


Quilombo

ทองหล่อ

Quilombo Bangkok | Photo: Tanisorn Wongsoontorn

ถ้าไม่รีบกดจองโต๊ะเลยตอนนี้เราจะแปลกใจมาก! เพราะแค่เห็นบรรยากาศร้านในคฤหาสน์หินหลังงามและความอร่อยชวนน้ำลายสอของสเต๊กร้านนี้ ก็แทบยั้งตัวเองไม่ให้พุ่งตัวไปไม่ไหวแล้ว!

Quilombo คือชื่อร้านสเต๊กเฮาส์แห่งให้ในซอยทองล่อ 5 ที่ได้แรงบันดาลใจการตกแต่งร้านมาจากรุงบัวโนสไอเรสยุคปี 1950 ภายในแบ่งเป็น 2 ชั้น โดยชั้นล่างจะมีโซนของเคาน์เตอร์บาร์ค็อกเทลขนาดใหญ่ ส่วนชั้นบนจะเป็นโต๊ะสำหรับกรุ๊ปใหญ่ มีห้องไพรเวท รวมถึงไวน์เซลลาร์ให้เดินขึ้นไปชมได้ด้วย

ขึ้นชื่อว่าเป็นสเต๊กสไตล์อาร์เจนติเนียน ที่นี่เลยจริงจังกับการดรายเอจและย่างเนื้อด้วยการควบคุมไฟเป็นพิเศษ โดยเนื้อที่จะนำมาดรายเอจจะต้องเป็นเนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้า (premium grass-fed) และดรายเอจนานถึง 21 วัน โดยจะถูกนำไปย่างด้วยถ่านชาโคลในเตา Parrilla ซึ่งเป็นเตาแบบดั้งเดิมของชาวอาร์เจนติเนียน โดยมีให้เลือกทั้งส่วน T-Bone, Striploin, Ribeye ไปจนถึง Tomahawk และจะเสิร์ฟมาพร้อมซอส Hot Chimichurri ที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมการทานอาหารของชาวอาร์เจนติเนียน

ไม่ใช่แค่สเต๊กเท่านั้นที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ แต่สำหรับเราคือตั้งแต่ซุป Consume Beef Tea ไปจนถึง Crab Cocktail ก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เช่นกัน และที่พลาดไม่ได้สุดๆ อีกหนึ่งอย่าง ขอยกให้เมนู Empanadas พายไส้เนื้อที่มีความคล้ายๆ กะหรี่ปั๊บบ้านเรา แต่ไส้เนื้อด้านในจะมีความกึ่งๆ สตูว์เนื้อเยิ้มๆ มากกว่า


Felix.jpg | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

ถ้าใครเคยไปร้าน Margo ซึ่งเป็นแคชชวลไดนิงไวบ์หรูในย่านสาทร แล้วรู้สึกถูกใจในรสชาติอาหารและบรรยากาศอันเจริญตาเจริญใจ เราเชื่อว่าคุณก็จะต้องชอบ Felix ที่เป็นภาคต่อของร้าน Margo เช่นกัน

Felix คืออเมริกันสเต๊กเฮาส์เปิดใหม่ในบ้านหลังเดิมที่เคยเป็น Siri House ตรงซอยสมคิด ที่เดินทะลุไปได้จากเซ็นทรัลชิดลม โดยพื้นที่ทั้งหมดถูกรีโนเวทใหม่ภายใต้คอนเซปต์ความหรูหราอู้ฟู่กลิ่นอายวินเทจแบบอเมริกันไดนิงยุค 1930 ซึ่งแบ่งเป็นโซนที่นั่งทั้งแบบโซฟาสบายๆ หน้าเคาน์เตอร์ค็อกเทลบาร์ เชื่อมต่อกับโซนที่นั่งหลักที่สามารถมองเห็นตัวโอเพ่นคิชเช่น และโซนสุดท้ายที่เป็นโต๊ะดินเนอร์ขนาดใหญ่ในห้องไวน์รูม ส่วนโซนเอาต์ดอร์จะเป็นที่นั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ เคียงคู่ด้วยสระว่ายน้ำวิวสุดปัง

พาร์ตอาหารของ Felix ถูกกำกับดูแลโดย Willfred Hocquet เฮดเชฟคนสำคัญผู้ดูแลไดเรกชันทั้งหมดของเครือ ทั้ง Margo และร้านน้องใหม่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความเก๋คือด้วยความที่เชฟ Willfred เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารฝรั่งเศส เลยทำให้อาหารของที่นี่มีส่วนผสมของความคลาสสิกจากเมนูอเมริกันสเต๊กที่เน้นการใช้ไฟจากเทคนิคย่างถ่านและเตาอบ ผสมกับเทคนิคการทำอาหารขั้นสูงของครัวฝรั่งเศสฉบับโมเดิร์น

แน่นอนว่าจานซิกเนเจอร์ของที่นี่หนีไม่พ้นเมนูสเต๊กเนื้อสไตล์อเมริกันและเมนูกริลล์ทั้งหลาย ที่มีโปรตีนให้เลือกตั้งแต่ Smoked Lamb, Smoked Chicken Breast ไปจนถึงอาหารทะเลย่างอย่าง Bluefin Tuna Pepper Steak และ Langoustines แต่ที่เราแนะนำให้สั่งแบบห้ามพลาด ได้แก่สเต๊กเนื้อ Striploin (3,500 บาท) ที่เชฟนำไปหมักกับโกจิ หัวหอม และกระเทียมดำ และเตรียมเนื้อนานถึง 2 วัน ก่อนจะกริลล์ด้วยเตา Parrilla สุดคลาสสิก เสิร์ฟพร้อมซอสเกรวี่เนื้อ เฟรนช์ฟราย และครีมเบอร์เนสสไตล์ฝรั่งเศส

ไม่ใช่แค่จานหลักเท่านั้น แต่เมนูจานรองอย่าง Seared Foie Gras (850 บาท) ก็ยังถูกทำมาอบต่อในเตาแบบโบราณเพื่อให้ได้กลิ่นสโมกกี้เบาๆ หลังจากกริลล์จนผิวนอกกรอบนุ่มในบนกระทะเรียบร้อยแล้ว ส่วนถ้าใครอยากทานเมนูเย็นที่ไม่เน้นการกริลล์ เราแนะนำให้สั่ง Bluefin Tuna Crudo (690 บาท) มาแชร์กับเพื่อนที่โต๊ะได้เลย

ปิดท้ายด้วยพาร์ตค็อกเทลที่ร้านนี้เขาจริงจังถึงขนาดมีโซนบาร์ค็อกเทลแยกออกจากโซนเมนไดนิง โดยเป็นค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตระกูลดังต่างๆ ในมหานครนิวยอร์กยุคปี 1930 ตามคอนเซปต์ตกแต่งหลักของร้าน มีแก้วแนะนำที่เราชอบมากคือ Genovese (360 บาท) ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตระกูลมาเฟียเจ้าของโรงงานผลิตชีสเก่าแก่ ที่ทางบาร์เทนเดอร์นำมอสซาเรลล่าชีสมาจับคู่กับเหล้ารัม อะมาโร สับปะรด และเกรนาดีน เป็นแก้วที่มีอาฟเตอร์เทสแบบ savory นิดๆ ถูกใจคนชอบค็อกเทลทวิสต์อย่างเราเป็นที่สุด


Wisetwiso Bangkok | Photo: Tanisorn Vongsoonton

ไม่ใช่ไฟน์ไดนิงทุกร้านที่จะทำให้เราตื่นเต้นได้กับทุกพาร์ต ตั้งแต่ชื่อร้าน คอนเซปต์อาหาร ที่มาของเมนู การตกแต่ง ยันประตูทางเข้าก็ยังดู ‘วิเสทวิโส’ สมชื่อร้านเขาทั้งหมด!

โดย ‘วิเสทวิโส’ เป็นโปรเจกต์ล่าสุดของเชฟภูมิ-จักรภูมิ บุณยาคม หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันรายการ Top Chef Thailand Season 2 ผู้โด่งดังเรื่องการนำเมนูอาหารไทยตำรับชาววังมาปัดฝุ่นใหม่ โดยยังคงความพิถีพิถันและละเมียดละไมตามสูตรดั้งเดิมทุกดีเทล ซึ่งโปรเจกต์ร้านใหม่ในอาณาเขตของบ้านเก่าแก่หลังใหญ่บนถนนเชื้อเพลิงนี้ เป็นผลงานที่เชฟภูมิซุ่มทำเองเงียบๆ มานานกว่า 4 ปีเลยทีเดียว


Sasa Khaotom Bar

ทองหล่อ

Sasa Khaotom Bar | Photo: Tanisorn Vongsoonton

ร้านข้าวต้มกุ๊ยใหม่ล่าสุดแห่งกรุงเทพมหานครที่ตั้งใจเปิดตั้งแต่เช้ายันดึกเพื่อเอาใจเหล่าชาวแก๊งย่านทองหล่อ-เอกมัย บรรยากาศด้านในแต่งสไตล์โมเดิร์นแบบลูกครึ่งไทย-จีน เมนูส่วนใหญ่เป็นการทวิสต์มาจากเมนูคลาสสิกที่หาทานได้ในร้านข้าวต้มกุ๊ยต่างๆ เช่น ยำไข่เป็ดทุ่งดาวกรอบ​ ที่ท็อปไข่แดงดิบลงไปเพื่อความโฟโต้เจนิก รวมถึงเกียมบ๊วยหมูเด้งไข่เค็มพริกนรก ที่เลือกเสิร์ฟมาแบบปั้นก้อนสวยไซซ์ใหญ่ ตรงกลางมีไข่แดงเค็มเพิ่มความเก๋อีกเลเวล

ความพิเศษของที่นี่คือเขามีให้เลือกแบบเป็นเซ็ตด้วย อารมณ์ใครนึกไม่ออกว่าจะสั่งอะไรดี ก็สามารถเลือกสั่งเป็นเซ็ตเริ่มต้นราคา 333 บาทมาประเดิมก่อนได้เลย นอกจากนั้นยังมีไวน์ให้สั่งมาจิบคู่ข้าวต้มได้อีกด้วย


Siplor

หัวลำโพง

Siplor | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

เชื่อว่าสายตามล่าร้านอาหารในเล่มมิชลินหลายคนน่าจะเคยไปชิมอาหารที่ร้าน Samlor ของเชฟโจ-ณพล จันทรเกตุ เจ้าของสัญลักษณ์ Michelin Bib Gourmand กันมาบ้างแล้ว ซึ่งหลังจากปล่อยให้คิวยาวจนแน่นร้านมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปีนี้เชฟโจก็มาพร้อมโปรเจกต์ใหม่กับร้าน Siplor ภาคต่อที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มล้อขึ้นมาในยานพาหนะซิกเนเจอร์ของร้าน แต่หมายถึงคอนเซปต์ที่ดิบเถื่อนและเล่นสนุกได้เยอะขึ้นกว่าร้านแรกหลายเลเวลอยู่เหมือนกัน

จากอาหารไทยโลคัลสไตล์สตรีตฟู้ดบ้านๆ ที่เข้าใจไม่ยากนักของร้าน Samlor คุณอาจต้องแปลกใจเมื่อเปิดเมนูที่ Siplor มาแล้วเจอกับหลายเมนูที่ต้องใช้การอธิบายยาวขึ้นอีกสักนิด เช่น ไก่ย่างแดง (360 บาท) และ เนื้อย่าง 10 วิ (590 บาท) ซึ่งถึงแม้ชื่อเมนูจะฟังคุ้นหูสำหรับคนไทยอย่างเรา แต่กรรมวิธีการประกอบอาหารแต่ละจานของที่นี่นั้นซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะ! โดยหลักๆ แล้วเชฟโจได้แรงบันดาลใจมาจากไลฟ์สไตล์การกินอาหารของคนขับรถสิบล้อ ที่เน้นความเร็ว หยิบง่าย และอิ่มท้องทุกคำ เลยเป็นที่มาของหลายเมนูใน Siplor ที่ไม่เน้นการใช้อุปกรณ์ยุ่งยากอย่างพวกช้อนส้อมหรือมีด แต่อยากชวนทุกคนมา ‘Get Your Hands Dirty’ ใช้มือหยิบกินได้เลยสไตล์ฟิงเกอร์ฟู้ดเวอร์ชันไทยๆ


Fri

18:00 - 01:00

800+ / คน

Taang

ราชประสงค์

Taang
Taang | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

เชฟเทเบิลอาหารชาติพันธุ์ ‘ต่าง’ หรือ ‘Taang’ ของเชฟก้อง-ก้องวุฒิ จาก Locus Native Food Lab ในเชียงราย ที่เปิดให้บริการ ‘ต่าง’ เพียง 3 วัน ต่อสัปดาห์เท่านั้น เนื่องจากเชฟยังคงเปิดร้านในเชียงราย โดยจะเดินทางมาทุกวันจันทร์-พุธ ส่วนวันอื่นๆ ที่นี่จะเปลี่ยนเป็นไวน์บาร์และอะลาคาร์ตอาหารชาติพันธุ์ บนพื้นที่เดียวกัน ในชื่อของ ‘เวียง’

มื้ออาหารที่ว่าด้วยเรื่องการเดินทางของคาราวานสินค้า ที่นำเอาคำว่า ‘ต่าง’ ที่สื่อถึงตะกร้าขนสัมภาระบนหลังสัตว์ ซึ่งเป็นพาหนะขนสินค้าในสมัยโบราณ เชฟจะจำลองเส้นทางการค้าในยูนนาน รัฐกะฉิ่น รัฐฉาน ม่าน เชียงแสน แม่สอด มะละแหม่ง ตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์

ร้านนี้จะแตกต่างจาก Locus ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงเชฟเทเบิลอาหารเหนือแบบที่เราคุ้นเคย แต่เชฟนำเอาแรงบันดาลใจจากเส้นทางการค้าตลอดแนวชายแดน มาเล่าเรื่องวัฒนธรรมความเป็นอยู่ผ่านอาหารในรูปแบบเทสติงเมนู เชฟได้ข้อมูลของอาหารจากการเดินทางจริงไปตามตะเข็บชายแดน


สาโท สโมสร
สาโท สโมสร | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

สำรับอาหารไทย หากจะบอกว่า ‘สาโท สโมสร’ คือภาคต่อของ Wana Yook ร้านข้าวแกงไทยไฟน์ไดนิงก็คงได้ เพราะยังคงใช้ข้าวไทยเป็นหัวใจของการเล่าเรื่อง พร้อมยกระดับสาโท ภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย ให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ที่นี่ยกทีม E-San ร้านอีสานกายะในย่านเพลินจิต มาเปิดร้านนี้ในโซนอนุสาวรีย์ฯ ทำให้ส่วนหนึ่งยังคงเอาอาหารอีสานแกล้มเครื่องดื่มเอาไว้บางส่วน แต่เพิ่มอาหารไทยที่หลากหลายมาขึ้นว่าเดิม เราจะได้เห็นแกงไทยๆ ที่ใช้เตาอั้งโล่ หรืออาหารเสียบไม้ย่างบนเตาฝรั่ง นำเอาถ่านไม้บินโจตันมาใช้ในการให้ความร้อนในการปรุงอาหาร ซึ่งกำลังกลายเป็นเทรนด์ของร้านอาหารยุคใหม่ที่หันกลับมาให้ความสำคัญกับเทคนิคการปรุงอาหารแบบเรียบง่ายมากขึ้น

นอกจากอาหารไทยที่นี่ยังเป็นสโมสรของคนที่ชื่นชอบสาโท เพราะเชฟชาลีได้รวบรวมเอาสาโทจากทั้งประเทศทั้งอีสาน เหนือ กลาง และใต้ เอาไว้มากกว่า 40 ลาเบล ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของข้าวไทย รวมถึงสะท้อนเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างดี

สาโท สโมสร เด่นไปทางร้านอาหารมากกว่าบาร์ เชฟอยากให้สาโทมาเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มรสชาติให้อาหาร โดยเชฟยังเลือกข้าวและข้าวเหนียวพันธุ์ต่างๆ มาหุงเป็นข้าวสำหรับกินกับอาหารไทยของร้าน ให้กลิ่นอายของอิซากายะอาหารไทย ที่นำเสนอการกินดื่มคู่กัน


Parameter Gelato

สยาม

Parameter Gelato
Parameter Gelato | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

Parameter Gelato แบรนด์ Classic Refined Gelato ของกฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ใช้เวลาพัฒนาสูตรนานถึง 5 ปี ก่อนที่จะทำออกมาขายให้เราได้ชิมกันที่ชั้น G ของ Siam Paragon

อะไรคือ Classic Refined Gelato พี่กฤษณ์ เล่าให้ Friday ฟังว่า เขานำเอาวิธีการทำเจลาโต้แบบคลาสสิกที่ใช้ถังแนวตั้งปั่นให้ได้เนื้อสัมผัสแบบที่ต้องการมาใช้ แต่การใช้เครื่องนี้ ไม่ได้ทำให้ได้เนื้อเจลาโต้อย่างที่เห็น เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่เซ็ตขึ้นมามากกว่า ซึ่งเป็นที่มาของการ Refined การเข้ารสชาติแบบละเอียดของร้าน ความยืดที่สวยงามขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ผ่านการทดลองมานับครั้งไม่ถ้วนจนได้สูตรนี้ ซึ่งจะถูกบาลานซ์สูตรใหม่ทุกครั้ง เมื่อมีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบล็อตใหม่

.

พี่กฤษณ์ เดินทางไปเรียนเจลาโต้ไกลถึงอิตาลี หลังจากธุรกิจสื่อต้องหยุดชะงักลงในช่วงโควิด เขาทุ่มเทเวลาไปกับการเรียน ตระเวนชิม และพัฒนาสูตรนานกว่า 5 ปี ทั้งในอิตาลีและบินไปกลับไทยเป็นว่าเล่น เพื่อให้คุณลุงชาวอิตาเลียน เจ้าของร้านเจลาโต้ที่เขาชื่นชอบเป็นเมนเทอร์คอยแนะนำทุกครั้งที่ทำสูตรใหม่กลับไปให้ชิม

กว่าที่จะเกิดเป็น Parameter Gelato พี่กฤษณ์ทดลองทำเจลาโต้บางแบชทิ้งมากกว่า 100 ครั้ง รวมถึงใส่ขั้นตอนสำคัญที่ทำให้เจลาโต้ของที่นี่ต่างจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการผสมนมและบ่มนานกว่า 24 ชั่วโมง หรือการบดเฮเซลนัต พิสตาชิโอ และถั่วชิบะ ให้เนื้อเนียนไปกับเจลาโต้และมีรสหวานที่พอดี


Across 100 Songwat

เยาวราช

Across 100 | Photo: Tanisorn Vongsoonton

ในที่สุดร้านพิซซ่าของเชฟชาลี การ์เดอร์ ที่มีสาขาแรกอยู่ตรงถนนมหาเศรษฐ์ ก็ได้ฤกษ์เปิดสาขาใหม่ที่ทรงวาดแล้วในที่สุด!

มาถึงย่านที่ฮิตที่สุดแห่งปีอย่างทรงวาดทั้งที ร้านนี้เลยจัดหนักตั้งแต่พาร์ตอินทีเรียดีไซน์ที่เทควิวริมน้ำในคอมมูนิตีเปิดใหม่อย่าง Soul Song Wat ไปเต็มๆ ซึ่งคอมมูนิตีแห่งนี้เขาได้นำโกดังโรงเก็บเมล็ดกาแฟเก่าตั้งแต่รุ่นอากง มาแปลงโฉมใหม่จนกลายเป็นพิกัดปักหมุดใหม่ล่าสุดที่ใครมาทรงวาดก็ห้ามพลาดเด็ดขาด

คอนเซปต์ชื่อร้านนี้มีที่มาจากร้าน 100 มหาเศรษฐ์ที่เป็นร้านอาหารไทย-อีสานของเชฟชาลีมาก่อน ส่วนเมนูพิซซ่าของที่นี่ก็ทำถึงแบบสุดๆ เช่นกัน โดยพิซซ่าจะเป็นแบบแป้งบางกรอบสไตล์นิวยอร์กที่เชฟชาลีถนัด มีไฮไลต์อยู่ที่ขนาดเส้นรอบวงของตัวพิซซ่าที่มีให้เลือกทั้งแบบ 15 นิ้วและแบบใหญ่สุดคือ 20 นิ้ว ส่วนท็อปปิงก็มีให้เลือกตั้งแต่ตัวคลาสสิกอย่าง Pepperoni, Margherita, 4 Cheeses รวมถึงรสชาติไทยทวิสต์ที่เอาไส้อั่วมาใช้แทนไส้กรอกอิตาเลียน สนนราคาเริ่มต้นชิ้นละ 150 บาทเท่านั้น


Fri

10:00 - 21:00

150+ / คน

%Arabica Bangkok adidas Originals Store Song Wat
%Arabica Bangkok adidas Originals Store Song Wat | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

ความจริงมีข่าวลือมาก่อนหน้านี้ว่าจะมีแบรนด์กาแฟชื่อดังมาเปิดบนถนนทรงวาด หลายคนต่างคาดเดากันไปว่าเป็นแบรนด์นั้นแบรนด์นี้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า %Arabica มาเปิดก่อนใคร แถมยังได้ทำเลดีมากบนชั้น 2 ของ adidas Originals Song Wat กับระเบียงริมน้ำที่น่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งมุมฮิตของย่าน

ที่นี่ยังคงจุดเด่นของแบรนด์เอาไว้ครบ ทั้งเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซรุ่น Slayer ลายไม้ ส่วนความพิเศษของสาขานี้คือป้ายไฟนีออนสีส้มคำว่า Song Wat ที่โดดเด่นอยู่บนผนังซึ่งตกแต่งด้วยภาพวาดลายสถาปัตยกรรม สะท้อนความเป็นย่านทรงวาด

สาขานี้ยังมีเมนูพิเศษที่คอลแลบร่วมกับ adidas ได้แก่ % Protein Brownie บราวนีช็อกโกแลตสูตรไฮโปรตีน และ Pecan Tart ที่ได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของย่านการค้าเครื่องเทศและถั่วในย่านทรงวาด

นอกจากจิบกาแฟแล้ว ยังสามารถแวะเลือกซื้อสินค้าที่ adidas Originals Maker Lab โซนเสื้อยืดพิมพ์ลายกราฟิกที่คอลแลบร่วมกับศิลปินไทยได้

และนี่คือการปิดจบทุกข่าวลือ เมื่อ %Arabica กลายเป็นแบรนด์กาแฟระดับโลกเจ้าแรกที่เลือกปักหมุดบนถนนทรงวาด


Bagel Babe

ทองหล่อ

IMG_3443.jpeg | Photo:

ตอนนี้ในคอมมูนิตีแสนน่ารักอย่าง Blue Wild Space ซอยสุขุมวิท 36 เขาเพิ่งมีร้านเบเกิลน้องใหม่ไซซ์จิ๋วมาเปิดให้เราได้แวะไปนั่งหาอะไรรองท้อง ก่อนเดินชอปปิงหรือนั่งทำเวิร์กชอปในพื้นที่ของโครงการกันต่อ

สำหรับร้าน Bagel Babe ตั้งชื่อตามความคลั่งรักของเจ้าของร้านทั้งสองคนที่ทำเบเกิลกันเองแบบโฮมเมด โดยเราสามารถสั่งเป็นไส้ซิกเนเจอร์ตามที่ทางร้านแนะนำได้เลย อย่างในรอบนี้เราสั่งตัว Smoked Salmon Avocado (270 บาท) และตัว Ham & Truffle Cheese (250 บาท) มาลอง ซึ่งก็คืออร่อยถูกปากมากๆ เราชอบเนื้อแป้งเบเกิลของที่นี่ที่มีความแน่นหนึบหนับ ไม่ร่วนและแข็งเหมือนร้านอื่น เข้ากันกับตัวไส้ที่ทำรสออกมาได้นัวๆ และจัดจ้านครบเครื่อง

นอกจากนั้นที่นี่ยังมีเมนูชาเขียวและซอฟต์คุ้กกี้ให้สั่งเพิ่มเติมด้วยนะ ใครแวะมา Blue Wild Space ช่วงนี้อย่าลืมแวะไปลอง!


Bancha Tea Bar | Photo: Tanisorn Vongsoonton

ท่ามกลางแดดเปรี้ยงตอนบ่ายของฤดูร้อนเมืองไทย เราเปิดประตูเดินเข้าไปใน ‘ปั้นฉา’ โปรเจกต์ใหม่ล่าสุดของพี่แวว-เนตรนภา นราธัศจรรย์ จากบ้าน Craftsman Roastery แล้วค้นพบว่าแทบจะเหมือนอยู่คนละโลกกับถนนด้านนอกที่ทั้งร้อนและวุ่นวาย

ด้านในคาเฟ่แห่งนี้กลับเงียบสงบด้วยดีไซน์ที่นั่งแบบเรียบง่ายสไตล์ Urban Vernacular ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหลังคามุงจากแบบไทย ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ Niiq Furniture Design สตูดิโอออกแบบของพี่แววนั่นเอง เราชอบมู้ดด้านในที่มีเสียงเพลงคลอเบาๆ พอให้ไม่เงียบเหงา แต่ก็ไม่รบกวนความสงบของร้านหนังสือที่ใช้ประตูทางเข้าติดกัน และมีแสงธรรมชาติที่ส่องถึงตลอดเวลาจากกระจกบานใหญ่ที่หน้าร้าน

‘ปั้นฉา’ หรือ Bancha มาจากคำสอนในภาษาจีนของปรัชญาเซนที่หมายถึง ‘ชาครึ่งถ้วย’ เพราะพี่แววบอกว่าถึงแม้ตัวเองจะทำคาเฟ่และโรงคั่วกาแฟที่ประสบความสำเร็จมาก่อน แต่ในแง่ของการทำเมนูชา พี่แววอยากเป็นน้ำชาที่มีแค่ครึ่งถ้วย และพร้อมหาความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติมเสมอ นี่จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์ร้านนี้ที่มีพื้นฐานมาจากความเชื่อในความเรียบง่ายแบบปรัชญาเซนนั่นเอง

เพราะเชื่อว่าชาของที่ร้านมีความพิเศษอยู่ในตัวเอง ดังนั้นเราจะไม่ได้เห็นเมนูแฟนซีอะไรมากมายนักในหน้าเมนู แต่เน้นการใช้เบสใบชาสายพันธุ์ดี อาทิ ชามะลิ ทิกวนอิม ชาดอกเก๊กฮวย และทีเด็ดอย่างชาอู่หลงที่คั่วแบบ slow roast เพื่อให้ใบชาสีไม่เข้ม และไม่ติดขม โดยเราสามารถเลือกชิมชาแต่ละสายพันธุ์แบบชาใส (clear tea) หรือชานม (milk tea) ได้เลย

นอกจากเมนูเบสิกอย่าง Iced Clear Slow-Roasted Oolong (105 บาท) ที่เราสั่งมาชิมเป็นแก้วแรกแล้ว รอบนี้เรายังได้ลองชิมเมนูซิกเนเจอร์ออกใหม่อย่าง Jasmine Matcha (125 บาท) ที่มีเบสเป็นชามะลิแบบใสที่ด้านล่าง ท็อปด้วยโฟมมัทฉะที่ปรุงรสหวานด้วยน้ำตาลช่อดอกมะพร้าว ชิมพร้อมกันสองเลเยอร์คือละมุนใจมากๆ ใครเป็นสายชา บอกเลยว่าห้ามพลาดร้านนี้เด็ดขาด!



Belgo

ราชประสงค์

Belgo
Belgo | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

พูดถึงประเทศที่ดื่ม ‘เบียร์’ เรามักจะนึกถึงเยอรมัน หรือไม่ก็เบลเยียม ทั้ง 2 ประเทศ ยังมีวัฒนธรรมการกินอาหารคู่กับเครื่องดื่มที่น่าสนใจด้วย เยอรมันก็น่าจะมีไส้กรอกและขาหมู แต่สำหรับเบลเยียมแล้วอาหารฉีกแนวออกไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น เบลเจียนฟรายส์ วาฟเฟิล รวมถึงหอยแมลงภู่อบ ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับวัฒนธรรมการกินดื่มของคนเบลเยียมที่ร้าน Belgo กัน

Belgo เป็นแบรนด์ของคนเบลเยียม François และ Gauthier ที่อยากแบ่งปันวัฒนธรรมการกินดื่มของคนเบลเยียมให้กับคนเอเชีย ทั้งคู่จึงเริ่มทำบริวเวอรีและเปิดตัวครั้งแรกในเมืองโฮจิมินห์ เวียดนาม เมื่อปี 2016 ก่อนที่ล่าสุดจะขยายมาเปิดที่ centralwOrld

โดยปกติคนเบลเยียมจะกินอาหารคู่กับเครื่องดื่มอยู่แล้ว Belgo จึงเปิดให้บริการในแบบบราสเซอรีมากกว่าการเป็นบาร์ และครีเอตเมนูอาหารที่เรียกว่า Bapas อาหารคำเล็กสำหรับกินคู่กับเครื่องดื่มออกมาด้วย นอกจากนี้ยังเล่าถึงอาหารอย่าง Fritkot หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ เบลเจียนฟรายส์ ตามด้วย Flammekueche เมนูยอดนิยมทางฝั่งตะวันออกของเบลเยียม ที่หน้าตาคล้ายพิซซา แต่มาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า รวมถึง Belgian Waffles ที่มาในแบบขนมหวาน ส่วนเบียร์มีหลากหลายสไตล์และเหมาะสำหรับแพริงกับอาหารที่แตกต่างกัน



Fri

10:00 - 23:00

800+ / คน

Bánh Mimi

สยาม

Banh Mimi | Photo: Tanisorn Wongsoonthorn

จะพูดว่าบ้าน Iberry Group ของคุณปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ เขาเปิดร้านใหม่กันเป็นงานอดิเรกก็ไม่ผิดแหละ เพราะหลังจากเพิ่งเปิดตัว Slay Yuan แบรนด์ร้านอาหารไวบ์เก๋สายอีสาน-เวียดนามญวนไปได้เดือนเศษๆ มาวันนี้เขาก็ไม่มีปี่มีขลุ่ยเปิดตัวแบรนด์ใหม่ต่อเลยแบบไม่ต้องรอฤกษ์ กับร้าน Banh Mimi ที่ปักหมุดสาขาแรกกันที่โซนอาหารของ Siam Paragon ชั้น G

Bahn Mimi ถือเป็นแบรนด์ลูกของตระกูลอาหารเวียดนามในเครือไอเบอร์รี่ ต่อจาก An Com An Ca และ Slay Yuan โดยมาในคอนเซปต์บั๋นหมี่สเปเชียลตี ที่เน้นไปทที่กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการกินแซนวิชและอาหารสไตล์แกร๊บแอนด์โกง่ายๆ ที่กินได้ทุกวัน เลยเป็นที่มาของแพกเกจจิงและแบรนด์ดิงที่กระแทกใจเจนซีเทสต์ดีเต็มๆ

ขนมปังบั๋นหมี่ของร้านนี้ถูกคราฟต์ขึ้นมาพิเศษโดยเชฟชาลี กาเดอร์ เชฟระดับมิชลินสตาร์ที่เนรมิตแป้งขนมปังบั๋นหมี่กรอบนอกนุ่มในออกมาได้แบบเพอร์เฟกต์ กินแล้วไม่บาดเหงือกและช่องคอ ส่วนไส้ด้านในก็มีให้เลือกทั้ง หมูย่าง หมูแดง มีตบอล ยันหมูกรอบ พร้อมผักดองสไตล์เวียดนาม และสอดไส้ความเผ็ดจัดจ้านไว้ด้านใน ซึ่งถ้าจุดนี้ใครไม่กินเผ็ด เราแนะนำให้สั่งแบบไม่ใส่พริก

นอกจากนั้นเป็นร้านสเปเชียลตีบั๋นหมี่แล้ว ที่นี่ยังมีเมนูไฮไลต์อีกอย่างคือ Pho ซุปใสสุขภาพดีที่สายเฝอน่าจะเลิฟสุดๆ เพราะเขามีตั้งแต่เฝอเนื้อ ยันเฝอไก่ให้ได้ซดซุปร้อนๆ คล่องคอ คู่กับขนมปังแซนวิชสไตล์เวียดนาม


Bread Ahead

สยาม

Bread Ahead
Bread Ahead | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

พรุ่งนี้เปิดให้บริการวันแรก วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ สำหรับ Bread Ahead โดนัทอันดับ 1 จากตลาด Borough ในอังกฤษ โดยเปิดให้บริการที่ Gourmet Eats ชั้น G ของ Siam Paragon

ร้านโดนัทสัญชาติอังกฤษ มีต้นกำเนิดใน Borough Market ตลาดชื่อดังกลางกรุงลอนดอน จุดเด่นของแบรนด์นี้ คือ โดนัทเนื้อนุ่มแบบเนื้อขนมปังบริยอชไส้แน่น ซึ่งแบรนด์นำเอาโดนัทขายดีมาให้เราชิมครบทั้ง Creme Brûlée ไส้ครีมและเบิร์นน้ำตาลมาจนละลายได้สัมผัสกรุบกรอบ ตามด้วย Blackcurrant Cheesecake โดนัทรสชีสเค้กเปรี้ยวหวาน, Sea Salted Caramel & Honeycomb เค็มตัดกับหวาน, Pistachio ที่แน่นด้วยสัมผัสของถั่วพิสตาชิโอ และรสชาติใหม่ที่เปิดตัวพร้อมสาขาใหม่ Uji Matcha & White Chocolate ซึ่งจะมีขายเฉพาะสาขาประเทศไทยเท่านั้น


Burnt Bangkok

สาทร

Burnt | Photo: Tanisorn Vongsoonton

ชวนทาสรักขนมปัง ไปเข้าสมาคมแซนวิชคัลเจอร์คลับกันที่บ้านหลังใหม่สีแดงกระแทกใจของ Burnt Bangkok ที่ย้ายมาอยู่ในซอยงามดูพลี

เชื่อว่าหลายๆ คนโตมากับการกินแซนวิชเป็นมื้อเช้าก่อนไปโรงเรียน หรือเป็นมื้อรองท้องก่อนไปทำงาน แต่สำหรับแซนวิชของ Burnt BKK ไม่ใช่จานเบาๆ อย่างที่หลายคนคุ้นชินแน่นอน เพราะที่นี่เลือกเสิร์ฟแซนวิชมาในไซซ์ใหญ่ตามสไตล์เด็กออสซี่ จากการมีเฮดเชฟที่ไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลานาน แถมยังจริงจังเรื่องวัตถุดิบของตัวแซนวิช ตั้งแต่ชนิดของขนมปัง เนยที่ใช้ โปรตีนหลักด้านใน รวมถึงผักและสเปรดที่เป็นองค์ประกอบที่ห้ามมองข้ามอย่างเด็ดขาด จะเรียกได้ว่าเมนูแซนวิชร้านนี้เป็น advanced sandwich หรือ upgraded sandwich เลยก็ว่าได้

อย่างที่บอกไปว่าที่นี่เขาจริงจังในทุกองค์ประกอบของเมนูแซนวิชแต่ละจาน เพราะฉะนั้นคววามสนุกของลูกค้าอย่างเราคือการได้เลือกแต่ละองค์ประกอบด้วยตัวเอง ใครชอบกินขนมปังชนิดไหน หรือวันไหนอยากจะเพิ่มท็อปปิงก็เลือกสั่งได้เลยตามใจ ส่วนถ้าใครไม่อยากคิดเยอะ เขาก็มีเมนูซิกเนเจอร์ที่คิดองค์ประกอบทั้งหมดมาให้แล้วว่าเด็ด! อาทิ Burnt Pastrami (395 บาท) ซาวโดว์แซนวิชไส้พาสตรามีเนื้อไทยวากิวที่เชฟรมควันเอง เสิร์ฟพร้อมฮันนี่มัสตาร์ด ผักดองโฮมเมด และมอสซาเรลล่าชีสเยิ้มๆ

ส่วนอีกตัวที่เราอยากให้ลองคือ Duck Leg Pesto (379 บาท) แซนวิชขนมปังฟอกาเซียเทกซ์เจอร์เบา ด้านในเป็นเนื้อเป็ดกงฟีเหนียวนุ่มพอให้ได้เคี้ยว พร้อมเพิ่มรสชาติอีกเลเยอร์ด้วยเพสโต้เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ความพิเศษอีกอย่างของการย้ายมาโลเคชันใหม่ในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ คือการเพิ่มเมนูจานหลักเข้ามาให้เราได้นั่งกันยาวๆ ไปจนถึงช่วงค่ำ แต่ก็ยังเป็นเมนูที่คงคอนเซปต์จานไซซ์อิ่มจุกที่มีทั้งคาร์บจากขนมปังและโปรตีนหลักอยู่ในจานเดียวกัน เช่น Slow Braised Beef Cheek (690 บาท) และ Bangers & Egg Sandwich (390 บาท)

Conte De Tulear

สยาม

Conte de Tulear | Photo: Tanisorn Wongsoontorn

เชื่อว่าคนไทยเทสต์ดีที่เคยไปเยือนกรุงโซล จะต้องเคยแวะไปกินบรันช์ที่ร้าน Conte De Tulear ที่ย่านกังนัมมาก่อนแน่ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าก่อนจะมาเป็นคาเฟ่บรันช์ใหญ่โตที่เราเห็น จริงๆ แล้ว Conte De Tulear เริ่มต้นจากการเป็นร้านเครื่องหอมเล็กๆ ในย่านอิแทวอนมาก่อน โดยที่มาของชื่อร้านนั้นมาจาก Tulear เมืองหลวงของเกาะมาดากาสการ์นั่นเอง แล้วจึงค่อยขยายเป็นคาเฟ่อาหารเช้าแบบออลเดย์ไดนิ่งควบร้านเครื่องหอมและผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้


 Drop by Dough Lumpini Park
Drop by Dough Lumpini Park | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

สวนลุมพินี กลายเป็นปลายทางของพี่นักวิ่ง และพี่นักเต้นไปเป็นที่เรียบร้อย หลังจากกระแสคนใส่ใจสุขภาพกำลังมาแรง และเรื่องน่าปวดหัวหลังวิ่งก็คือ วันนี้จะกินอะไรดี น้ำฝรั่งก็เคยกินแล้ว เบเกิลก็ไปมาสัปดาห์ก่อน ขออะไรใหม่ๆ หน่อย ก็ต้องร้านนี้เลย Drop by Dough Lumpini Park ใกล้ประตูสวนฝั่งหอนาฬิกา ที่เปิดพร้อมเมนูใหม่อย่าง ขนมปังซาวโดว์ แถมมีแซนด์วิชซาวโดว์เพื่อพี่นักวิ่ง ออกกำลังก่อน กินต่อทีหลังได้

หลังจากปิดสาขาเอ็มควอเทียร์ไปเพียงไม่นาน Drop by Dough ก็ขยับตัวทันทีมาเปิดสาขาใหม่ใกล้สวนลุมพินี โดยยังคงมีเมนูบรันช์ครบ ทั้งสลัด ไก่ทอด โดนัทแซนด์วิช และไรซ์โบลว์ แต่ที่พิเศษคือ ขนมปังซาวโดว์ ที่เริ่มทำที่นี่และมีขายเฉพาะสาขานี้เท่านั้น รวมถึงโดนัท 4 รสชาติใหม่

เริ่มที่ซาวโดว์ที่ปรูฟและอบใหม่ ๆ กันที่นี่ตลอดวัน ซื้อเป็นโลฟหรือสไลซ์ก็ได้ กินที่ร้านก็จะกริลล์แล้วเสิร์ฟกับบราวน์บัตเตอร์และแยมราสป์เบอร์รี หรือลองซาวโดว์แซนด์วิชที่มีไส้เห็ดทรัฟเฟิล ทูน่าเมลต์ กิมจิเบคอน แฮมชีส หรือคิวบาโน่

ส่วนโดนัท 4 รสชาติใหม่ มีบอสตันครีม อัลมอนด์บัตเตอร์ สตรอว์เบอร์รีและราสป์เบอร์รีครัมบ์คุกกี้ และครีมพิสตาชิโอ

และที่ทำถึงที่สุดก็คือการคอลแลบกับน้ำฝรั่งเจ้าดังของสวนลุม Lumpini Park Coffee กาแฟเอสเปรสโซผสมน้ำฝรั่ง เรียกว่าเอาใจพี่นักวิ่งโดยเฉพาะ


Guis BKK

เยาวราช

Guis BKK | Photo: Tanisorn Vongsoonthon

ใครเป็นสายข้าวตุ้มกุ๊ย เราอยากชวนไปลองร้านน้องใหม่ ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานอย่าง Guis Bkk ในซอยเกษมสันต์ 2 กัน

ความจริงจะเรียกว่านี่เป็นร้านเปิดใหม่เลยก็อาจจะเรียกไม่ได้เต็มปาก เพราะจริงๆ แล้ว นี่ร้านภาคต่อของคาเฟ่กาแฟในช่วงกลางวันอย่าง Libi ที่พอตกดึกปุ๊บ เขาก็แปลงร่างมาขายข้าวต้มกุ๊ยปั๊บ ซึ่งความเก๋คือเราจะได้โซ้ยข้าวต้มในบรรรยากาศสุดโฮมมี่จากเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์มิดเซนจูรี่ที่ใช้สำหรับพาร์ตคาเฟ่ในช่วงกลางวัน ซึ่งตอนกลางคืนก็จะให้มู้ดอบอุ่นอีกแบบ


Ippe Koppe

ราชประสงค์

Ippe Koppe | Photo: Tanisorn Vongsoonton

เปิดขายอย่างเป็นทางการแล้ว! Ippe Koppe ร้านข้าวแกงกะหรี่แบรนด์ลูกของ Tonkatsu Aoki ที่เครือ Maguro Group นำเข้ามาเปิดสาขาแรกในไทยกันที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ความฮิตของ Ippe Koppe ที่ญี่ปุ่นคือถึงขนาดติดระดับท็อป 100 ร้านแกงกะหรี่ที่ดีที่สุดนานถึง 6 สมัยซ้อน จากการจัดอันดับใน Tabelog Best ซึ่งเป็นเว็บไซต์รีวิวร้านอาหารที่น่าเชื่อถือที่สุดของญี่ปุ่น เพราะคะแนนเสียงส่วนใหญ่มาจากคนกินจริงจากทั่วประเทศ โดย Ippe Koppe By Tonkatsu Aoki เป็นร้านสเปเชียลตีด้านแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นที่ได้สมญานามว่าเป็นแกงกะหรี่ที่ ‘ยกระดับทงคัตสึ’ ได้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นแบรนด์ลูกของ Tonkatsu Aoki นั่นเอง

สำหรับสาขาแรกในไทยที่มาปักหมุดที่เซ็นทรัลเวิลด์ ก็คือมาพร้อมครัวแบบเปิดที่กินพื้นที่เกือบครึ่งร้าน โดยเราสามารถนั่งดูเชฟทอดทงคัตสึชิ้นโต แล้วมาตักราดด้วยแกงกะหรี่ที่เคี่ยวกันสดๆ ที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ได้เลย

อย่างที่บอกไปว่าข้าวแกงกะหรี่ร้านนี้ ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับการทานคู่กับหมูทอดทงคัตสึโดยเฉพาะ ซึ่งความพิเศษคือตัวแกงกะหรี่ของที่นี่จะขึ้นมาจากเบสซุปผักที่เคี่ยวจนหวาน แล้วจึงค่อยใส่เครื่องเทศกว่า 10 ชนิดและเนื้อหมูลงไปเคี่ยวต่อ โดยเราสามารถเลือกความเผ็ดได้ 3 ระดับ คือ Gentel, Original และ Master of Spice ซึ่งเลเวลเผ็ดสุดสำหรับเราก็ยังไม่ได้เผ็ดมากขนาดนั้น

เมนูแนะนำของที่นี่หนีไม่พ้นตัว Katsu Curry Rice ข้าวราดแกงกะหรี่เนื้อเนียน พร้อมท็อปด้วยทงคัตสึชิ้นหน้าสูตรเดียวกับร้าน Tonkatsu Aoki แต่ที่นี่จะมีให้เลือกแค่ 2 ส่วนเท่านั้น คือ Rosu ที่เป็นเนื้อหมูสันนอก และ Hire ที่เป็นหมูสันใน ราคาเริ่มตั้งแต่ 269-319 บาท และแน่นอนว่าที่ร้านนี้เขาก็มีซอสทงคัตสึขึ้นชื่อของเครือนี้ให้ราดลงไปเพิ่มรสชาติด้วย ส่วนตัวเราชอบซอสทงคัตสึยูสุมากๆ ส่วนตัวซอสรสเผ็ดจะมีความคล้ายๆ หม่าล่า

อีกตัวที่ขายดีคือ Ebi Katsu Curry with Spinach & Egg (379 บาท) ที่จัดมาเต็มๆ ทั้งทงคัตสึ กุ้งทอดคัตสึ ท็อปด้วยผักโขมและไข่แดงดิบ หรือถ้าใครอยากทานเป็นคัตสึด้ง ที่นี่ก็มีเมนู Ato-Nose Rose Katsudon (219 บาท) ซึ่งเป็นคัตสึด้งแบบ Ato-Nose ที่หมายถึงเทคนิคการผัดซุปดาชิกับไข่ก่อนแล้วค่อยท็อปหมูทอดลงไปด้านบน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หมูทอดแฉะนั่นเอง

Jae Bank

พร้อมพงษ์

Jae Bank
Jae Bank | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

ต่อแต่นี้ไปขอให้เรียก ‘เชฟแบงค์’ ว่า ‘เจ๊แบงค์’ เพราะเจ๊เพิ่งเปิดร้านอาหารอีสานริมทางแห่งใหม่ที่ EM WONDER โดยเชฟแบงค์-วิชชณุ เปรมภักตร์ เชฟฝีมือดีสายรมควันจากเชฟเทเบิลอารมณ์ควัน ได้ผันตัวเองมาบุกตลาดส้มตำไก่ย่างที่มีบรรดาเจ๊ๆ ครองตลาดอยู่

เจ๊แบงค์ เป็นร้านส้มตำที่ใส่ความสนุกเข้ามา ทั้งโปสเตอร์ที่สื่อความเป็นลูกอีสาน หรือการนำเอาความเชื่อมาใส่ในม้าลายที่ผูกผ้าสามสีที่ชื่อว่า พี่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ใครมานั่งตรงนี้ก็จะคุยงานสำเร็จลุล่วง หรือม้าสีทองที่ชื่อ พี่ทองสร้อย ที่ผู้คนมาบูชาเพื่อช่วยเรื่องการเก็บเกี่ยว

ฟังดูก็เหมือนร้านส้มตำทั่วไป แต่ความนใจอยู่ที่เทคนิคการปรุงที่ไม่เหมือนใครในแบบ Asian Smoker ที่เจ๊แบงค์ถนัด โดยเฉพาะเมนูย่างที่เจ๊บอกว่าไม่ขอแพ้ใครใน่าสนเรื่องนี้ จึงนำเอาเทคนิคการรมควันและย่างมาใช้ผ่านเตาย่าง Kopa ที่เปรียบได้กับเฟอร์รารีของวงการย่าง


Fri

17:30 - 02:00

500+ / คน

Jenny

พร้อมพงษ์

Jenny | Photo: Tanisorn Vongsoonton

เชื่อว่าคนชอบกินขนมปังก็จะต้องรักคาเฟ่แซนวิชไซซ์จิ๋วน้องใหม่แห่งนี้ในซอย tjtj อย่างแน่นอน เพราะเขาเลือกนำขนมปังชนิดที่ชุ่มเนยที่สุดชนิดหนึ่งของโลกอย่าง ‘บริยอช’ มาวางขายเป็นเมนูหลักเมนูเดียวเท่านั้น

Jenny Strictly Sliders คือแบรนด์ลูกที่ขยายต่อออกมาจากร้าน Two Men Bagel ที่เปิดทำการอยู่เวิ้งเดียวกัน ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนคลับเบเกิลของร้าน Two Men Bagel อยู่แล้ว เราก็เชื่อว่าจะน่าจะชอบรสชาติของแซนวิชบริยอชเนื้อนุ่มชุ่มเนยของร้านนี้ด้วยเช่นกัน

บริยอชของร้านนี้จะเป็นแบบแพ 4 ก้อน ซึ่งถูกอบสดใหม่จากเตาครัวกลางจะถูกนำมาผ่าครึ่งเพื่อใส่ไส้ด้านในและเสิร์ฟเป็นแซนวิช ซึ่งถึงจะมีให้เลือกตแค่ 4 ไส้ แต่ก็เป็นไส้ที่เด็กอ้วนอย่างเราอยากเหมาหมด อาทิ Scrambled Egg (199 บาท) Scrambled Egg & Avocado (219 บาท) และ Japanese Egg Salad & Tuna Spread (229 บาท) ซึ่งทุกตัวจะมีดิปเสิร์ฟคู่มา เพื่อเพิ่มความเยิ้มอีกขี้น โดยจะเลือกได้ทั้งดิปซอสงาศรีราชาที่รสชาติติดเผ็ดนิดนึง หรือจะเลือกตัวครีมมี่มาโยผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์กับผักชีลาวก็ได้

Jing

ลุมพินี

Jing | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

ต้อนรับเทศตรุษจีนแบบก่อนเขาก่อนใคร กับร้าน Jing ห้องอาหารจีนวิวสวยบนโรงแรม 5 ดาวเปิดใหม่อย่าง Andaz One Bangkok By Hyatt ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมต้อนรับเหล่าคนรักอาหารจีนให้มาลิ้มลองรสชาติอร่อยจัดจ้านแบบโลคัลแท้ๆ ได้แล้ววันนี้

สำหรับใครที่คิดว่าห้องอาหารจีนบนโรงแรมหรูจะต้องรสชาติจืดชืด และเสิร์ฟมาในแบบไฟน์ไดนิงเท่านั้น เราบอกเลยว่าคิดผิด! เพราะสำหรับ ‘Jing’ ที่ถึงแม้จะปักหมุดอยู่บนโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวอย่าง Andaz One Bangkok By Hyatt แต่กลับเสิร์ฟอาหารจีนลูกผสมเสฉวน-กวางตุ้งในหน้าตาแบบโลคัล ไม่ได้มาในพอร์ชั่นเล็กๆ แบบที่คิดไว้ พร้อมรสชาติจัดจ้านเผ็ดร้อนที่ลบภาพจำเดิมๆ เกี่ยวกับอาหารจีนในโรงแรมไปอย่างสิ้นเชิง

ด้วยความที่อาหารจีนสไตล์เสฉวนนั้นจะเน้นไปที่เครื่องเทศรสร้อนแรง หลายๆ เมนูของที่นี่เลยค่อนข้างถูกปากถูกจริตคนไทยอย่างเราด้วยรสชาติที่ถึงเครื่องเครา อย่างเมนูไก่แช่เหล้าซอสพริกเสฉวน ก็มาในรสชาติเผ็ดร้อนแบบไม่ประนีประนอม รวมถึงเมนูต้มปลากะพงผักกาดดองก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำหรับใครที่ชอบเมนูซุปร้อนๆ สไตล์เสฉวนแท้ๆ ต้องแวะมาชิม หรือจะปิดจบด้วยลิสต์เมนูติ่มซำที่เสิร์ฟมาพร้อมน้ำมันพริกหอมๆ ก็เข้มข้นจัดจ้านไม่แพ้กัน

อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากห้องอาหารจีนในโรงแรมทั่วไป คือบรรยากาศแบบเฟรนด์ลี่ที่ทำให้เราไม่รู้สึกเกร็งเหมือนนั่งอยู่ในโรงแรม 5 ดาวที่อื่นๆ ด้วยครัวแบบโอเพ่นคิชเช่น ซึ่งเชฟก็คือปรุงอาหารแบบไฟลุกให้เห็นกันสดๆ รวมถึงการรถเข็นติ่มซำที่สร้างความเป็นกันเองให้แขกผู้มาเยือน

ความดีงามอย่างสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือวิวประจำห้องอาหารที่สวยงามสมชื่อร้าน ‘Jing’ ที่แปลว่า ‘วิว’ ในภาษาจีนนั่นเอง โดยในช่วงกลางวันจะเปิดรับแสงธรรมชาติจากกระจกบานยักษ์ที่ให้เรานั่งเทควิวกรุงเทพฯ ได้แบบเต็มตา พร้อมโครงสร้างเพดานแบบดับเบิ้ลซีลลิ่ง ที่ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด ที่สำคัญที่เราชอบมากคือเขาไม่ได้ตกแต่งแบบ traditional เพ้นต์ลายนกกระเรียนเอยใด แต่มาในไวบ์คลีนๆ แบบนั่งแล้วสบายตาสบายใจ จุดนี้จะแวะมาทานติ่มซำพร้อมจิบชาจีนเบาๆ เป็นมื้อเที่ยง หรือจะมาดินเนอร์มื้อพิเศษกับคนรู้ใจก็ฟินทั้งหมด!


Kick! Chop! Slice! Song Wat

เยาวราช

Kick Chop Slice | Photo: Tanisorn Vongsoonton

เตะ! หั่น! แล้ว เฉือน! ไฮ๊ย๊าหหหห์ นี่คือซาวด์ประกอบที่ดังขึ้นมาในหัวเราทันทีที่ได้อ่านป้ายชื่อร้าน Kick! Chop! Slice! ที่เพิ่งขยายมาเปิดหน้าร้านเล็กๆ อีกสาขาที่ทรงวาด

ไม่ใช่แค่ชื่อร้านที่ชวนให้นึกถึงฉากบู๊เท่านั้น แต่บรรยากาศด้านในร้าน ทั้งป้ายไฟนีออนและโต๊ะพับที่ตั้งใจทำออกมาเลียนแบบเซ็ตติ้งในหนังแอ็กชั่นฮ่องกงยุค 90s ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ร้านพิซซ่าในห้องแถวเก่ากลางตรอกเล็กๆ แห่งนี้ ดูโดดเด่นถูกจริตเราได้ในทันทีที่เดินผ่าน

ตู้กระจกหน้าร้านวางโชว์พิซซ่าถาดยักษ์ไซซ์ 18 นิ้ว ที่อบสดจากครัวกลางที่เจริญกรุง เสิร์ฟส่งตรงถึงทรงวาดทุกวัน โดยในช่วง soft opening นี้ ที่ร้านเขาจะไม่ได้มีหน้าท็อปปิงอะไรพิสดารมากมายให้เลือก แต่เน้นไปที่ความเป็นพิซซ่าแบบนิวยอร์กสไตล์แท้ๆ ที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่ความบางกรอบของเนื้อแป้ง

โดยพิซซ่าที่นี่เป็นสูตรของปิ๊ก-ศุภกร ทิพย์สุมณฑา ช่างภาพมือดีผู้เคยไปใช้ชีวิตอยู่ในมหานครนิวยอร์กมาสักระยะหนึ่ง จนอินกันวัฒนธรรมอาหารสไตล์อเมริกันมากๆ แต่ในขณะเดียวกันเจ้าตัวก็บอกว่าชอบดูหนังแอ็กชั่นฮ่องกงมากไปหน่อย! ร้านนี้เลยมีไวบ์เหมือนวัยรุ่นฮ่องกงที่ย้ายมาสร้างตัวในนิวยอร์กนั่นเอง

กลับมาที่พิซซ่าของที่นี่กันก่อนจะออกทะเลไปไกล โดยเราสามารถสั่งเป็นสไลซ์หรือสั่งเป็นถาดเลยก็ได้ ซึ่งเขาจะมีหน้าให้เลือกคือ Classic Cheese, Pepperoni และหน้ายอดฮิตอย่างไส้กรอกอีสานเนื้อ ที่โรยด้านบนด้วยพริกไทยและผักชีลาว ใครชอบกินเผ็ดก็สามารถโรยพริกป่นคั่วที่ทางร้านทำเองลงไปเพิ่มได้อีก ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ชิ้นละ 100-120 บาทเท่านั้น


Kizuki

ทองหล่อ

Kizuki
Kizuki | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

Kizuki กลับมาเปิดให้บริการแล้ว ในแบบ ‘ร้านซักชา’ หรือ ‘Tea Laundry’ โดย คีย์-ภาคี ภู่ประดิษฐ์ กลับมาโฟกัสเครื่องดื่ม Non-Alcoholic อีกครั้ง ที่นี่ใช้ ‘ใบชา’ เสิร์ฟแพริ่งกับอาหารเป็นคอร์ส ในแบบเชฟเทเบิล หรือ Tasting Experience ซึ่งมีความคล้ายกับ Intangible ร้านดั้งเดิมในเชียงใหม่ของเขา แต่ที่นี่มีเรื่องเล่าที่เบาบาง และสบายๆ กว่า

คีย์ บอกกับเราว่า ที่นี่เป็น Social Enterprise หรือ วิสาหกิจชุมชน ด้วย เพราะต้องการนำเสนอวัตถุดิบชุมชนจาก 29 แหล่ง ซึ่งมีวัตถุดิบในแต่ละแหล่งที่หลากหลายด้วย โดยเขาตั้งใจนำเอาวัตถุดิบชุมชนเหล่านี้มาทำหน้าที่เป็นผงซักฟอก หรือที่เขาเรียกว่า ‘การซักชา’ ให้ใบชามีรสชาติที่กลมกล่อมขึ้น แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นคอร์ส ความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ อยากให้คนกินและดื่มได้รู้จักที่มาของแหล่งวัตถุดิบด้วย


Fri

11:30 - 17:00

1,950+ / คน

Kokulabo

สยาม

Tsukune
Tsukune | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

เอาเข้าจริงแค่เห็นชื่อและหน้าตาของเชฟรัน-วชรันต์ อิ่มอารมณ์ศักดิ์ ก็กดจองร้าน Kokulabo ได้แบบไม่ต้องคิด เพราะนี่เหมือนการกลับคือสู่วงการอาหารในกรุงเทพฯ อย่างเต็มตัว หลังจากได้พักจากการทำโอมากาเสะซูชิไปนานเกือบปี จนแฟนๆ เริ่มบ่นคิดถึงเชฟรันกันแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้เริ่มทำโอมากาเสะ แต่ตอนนี้ก็สามารถแวะมากินอาหารสไตล์อิซากายะได้ก่อน เร็วๆ นี้ได้กินโอมากาเสะแน่นอน

หลังจากเชฟรันไปทำป๊อปอัปร้านอาหารให้ Kimpton Kitalay Samui อยู่พักใหญ่ เราก็ไม่ได้ข่าวของเชฟอีกเลย จนมาเจอเชฟที่ Kokulabo ร้านอิซากายะเปิดใหม่ในตึก Siam Pathumwan House กับบทบาทใหม่อาหารอิซากายะที่หน้าตาเรียบง่าย แต่รสชาติดี ซึ่งเหมาะกับเครื่องดื่มทั้งสาเก และค็อกเทล ที่สำคัญมีซูชิโรล สไตล์อาหารที่สร้างชื่อของเชฟรันเป็นไฮไลต์

เชฟแนะนำสาเกให้เลือก 2 ตัว ก่อนมื้ออาหาร ให้สมกับมาอิซากายะ มีแบบดรายและออกหวาน ซึ่งแบบดรายเราว่าเข้ากับมื้อนี้ Kombu Cream Cheese & Crackers เปิดมื้อด้วยครีมชีสที่มีคอมบุเพิ่มความนัวเรียกน้ำย่อยได้ดีเลยทีเดียว Tomato Kimchi ก็ไม่กิมจิจ๋ามีสับปะรดมาตัดรสชาติก็เข้ากับสาเก Gobo Curry Fries โกะโบทอดผงกะหรี่ ตามด้วย Marine Raw Seafood Salad สลัดปลาดิบ


Fri

17:00 - 23:30

1,000+ / คน

Leoka Teppanyaki
Leoka Teppanyaki | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

เชื่อว่าภาพจำของเทปปันยากิส่วนใหญ่อยู่ที่โชว์และความเอนเตอร์เทนของเชฟสายโยน แต่สำหรับที่ Leoka Teppanyaki เทปปันยากิสุดไพรเวทที่รับจำกัดเพียง 12 ที่นั่ง แตกต่างออกไป ด้วยการนำเสนอประสบการณ์มื้ออาหารผ่านความเป็นส่วนตัว และวัตถุดิบพรีเมียม

Leoka Teppanyaki ร้านอาหารเทปปันยากิเปิดใหม่ของโรงแรม Pullman King Power เน้นวัตถุดิบพรีเมียมตามฤดูกาล โดยเฉพาะเนื้อวัววากิว A5 จากญี่ปุ่น อย่าง Nanbu Beef เนื้อวัวที่เด่นด้วยลายไขมันจากเมืองอิวาเตะ รวมถึงล็อบสเตอร์จากแคนาดา หอยเชลล์ฮอกไกโด และซีฟู้ดนำเข้า ผ่านความเชี่ยวชาญในการใช้ไฟของเชฟ


Luke

หัวลำโพง

Luke | Photo: Tanisorn Vongsoonton

ไม่ได้ผ่านหัวลำโพงมาสักพัก พอผ่านไปอีกทีก็พบว่าตึกเก่าสไตล์ยูโรเปียนอายุกว่าร้อยปีที่เคยเป็นร้าน Contento ตอนนี้ได้ถูกเปลี่ยนมือกลายมเป็นร้านอิตาเลียนบิสโทรใหม่ในชื่อ ‘Luke’ เรียบร้อยแล้ว

ร้าน Luke เป็นหนึ่งในเครือร้านอาหารจากบ้าน Brooks Bruch & Bar ที่มีสาขาทั้งในแจ้งวัฒนะและอารีย์ ต่างกันที่ร้านแบรนด์น้องใหม่ในเครือนี้ มาพร้อมสีสันที่สดใสขึ้นกว่าร้านแบรนด์แม่ที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่า โดย Luke เน้นการใช้โทนสีแดงอมส้มเป็นสีหลักที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘มะเขือเทศ’ ที่ถือเป็นกิมมิกและวัตถุดิบหลักของทางร้าน

ชั้นล่างเปิดเข้ามาจะเจอกับพื้นที่ครัวและเตาอบพิซซ่าขนาดใหญ่ มีที่นั่งไม้สีเข้มที่ได้สืบทอดมาจากร้านเดิม ส่วนด้านบนก็รีโนเวตใหม่ให้เป็นพื้นที่นั่งทานข้าวไวบ์สนุก เหมาะสมกับคอนเซปต์ร้านที่ทำเป็นออลเดย์ไดนิ่ง

และด้วยความเป็นอิตาเลียนบิสโทรของคนไทยรุ่นใหม่ อาหารของที่นี่เลยจะมาในสไตล์โมเดิร์นอิตาเลียน ที่ไม่เน้นความคลาสสิกแบบตามขนบ แต่เน้นการเพิ่มความสนุกให้แต่ละจาน อาทิ Tomato Ricotta (280 บาท) ที่เพิ่มรสชาติให้จานเรียกน้ำย่อยนี้ด้วยมะเขือเทศกงฟีและเฮิร์บออยล์สำหรับแพริ่งกับไวน์ขาวได้เป็นอย่างดี รวมถึง Fruitti di mare (690 บาท) สปาเก็ตตี้ซีฟู้ดเบสซอสมะเขือเทศที่มาพร้อมรสชาติแบบคนไทยชอบแน่ๆ

.

ส่วนจานหลักของที่นี่ก็เหมือนออกแบบมาให้ทานคู่กับไวน์เน้นๆ ทั้ง Steak & Fries (1,090 บาท) ที่เป็นเนื้อวัวส่วนสันไหล่เสิร์ฟคู่ซอสบัตเตอร์มัสตาร์ดและเฟรนช์ฟรายล้นจาน และ Amatriciana Pizza (380 บาท) ที่เป็นพิซซ่าสไตล์โมเดิร์นนาโปลีเบสแป้งซาวโดว์ ท็อปปิงด้านบนด้วยกวนชาเล่รสติดเค็ม ให้ได้กินสลับคู่กับไวน์นั่นเอง

.


Matcha People | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2026 นี้ คนไทยหันมาดื่มมัทฉะมากขึ้น จนกลายเป็นเหมือนซับคัลเจอร์หนึ่งที่ใกล้เคียงกาแฟเข้าไปทุกวัน ซึ่งจริงๆ กระแสมัทฉะฟีเวอร์บ้านเราคือพีกมาตั้งแต่ช่วงปี 2024-2025 แล้ว เพียงแต่ในปี 2026 นี้ ชาวกรุงเทพฯ จะได้มีทางเลือกที่มาขึ้น จากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาเป็นเพลย์เยอร์ในสนามนี้แบบจัดเต็ม

Matcha People ไม่เป็นเพียงผู้ประกอบการมัทฉะที่เข้ามาสร้างความสดใหม่ให้เทรนด์มัทฉะกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่การมาถึงของร้านนี้ที่เลือกปักหมุดในย่านคนเก๋อย่างซอยอารีย์ ยังมาพร้อมการสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักมัทฉะในย่านนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย โดยร้านนี้เป็นการรวมตัวของคนในวงการมัทฉะ ทั้งคนนำเข้า คนสายคาเฟ่ ไปจนถึงคนชอบดื่มมัทฉะ

ดีเทลที่เราชอบมากๆ ของร้านนี้ คือตัวอินทีเรียดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งฟังก์ชันและความสวยงามสไตล์มินิมัลลิสต์ โต๊ะวงกลมขนาดยักษ์ใจกลางร้านถูกออกแบบมาภายใต้คอนเซปต์หลักที่เป็นหัวใจของ Matcha People ที่อยากให้คนรักมัทฉะ (ซึ่งในที่นี้ก็คือ ‘Matcha People’) จากทั่วทุกสารทิศ ได้มานั่งล้อมวงชิมมัทฉะ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความชอบ-ไม่ชอบ ไปจนถึงแชร์เทคนิคลับแห่งศาสตร์การชงมัทฉะประจำตัวของแต่ละคนด้วย

และความสนุกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการได้นั่งล้อมวงแชร์เรื่องมัทฉะในสภาชาเขียวโต๊ะกลมของ Matcha People เลยทำให้เกิดการครีเอตเมนูเครื่องดื่มเบสมัทฉะในรูปแบบใหม่ๆ ที่ทำให้วัฒนธรรมการดื่มชาเขียวของคนเมืองสนุกขึ้น อย่างเช่นการนำมัทฉะไปผสมกับน้ำฝรั่ง และท็อปด้านบนด้วยกรานิต้าฝรั่งอีกทีในเมนู Green Guava Granita (220 บาท) หรืออย่าง Matcha Cherry Coke (220 บาท) ที่ใช้โคล่ารสเชอร์รี่มาผสมกับมัทฉะ ฟีลคล้ายดื่มค็อกเทล

ส่วนขนมหวานที่นี่ก็มีทั้ง Hojicha Banana Bread (180 บาท) , Matcha & Genmai Burnt Cheesecake (220 บาท) และ Matcha & Chocolate Shortbread (180 บาท) ที่ก็อร่อยสมมงการได้ทีมหุ้นส่วนหลักจากบ้าน Drop by Dough มาควบคุมการผลิต


Mensho Tonkotsu

สีลม

Mensho Tonkotsu
Mensho Tonkotsu | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

แฟนๆ ของร้านราเมง Mensho Tokyo ไม่ว่าจะเป็น สาขาออริจินัลอย่างสุขุมวิท 31 หรือ One Bangkok เราเชื่อว่ายังคงถูกปากกับราเมงซุปกระดูกไก่ หรือ Tori Paitan Ramen ที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์นี้ในญี่ปุ่น แน่นอนว่าถ้าของที่ดีแล้วทำไมต้องเปลี่ยน ล่าสุดเชฟเจ้าของร้าน Shono Tomoharu ผู้ก่อตั้ง Mensho Group เลยตัดสินใจสร้างแบรนด์ใหม่เลยดีกว่า กับ Mensho Tonkotsu ราเมงซุปกระดูกหมู หรือ Tonkotsu Ramen โดยเปิดให้บริการแล้วที่ชั้น G ของ Central Park

ตอนนี้มีเมนูเด่นอย่าง Kyushu Tonkotsu Ramen ราเมงซุปกระดูกหมูออริจินัลแบบฮากาตะ ที่เคี่ยวกระดูกหมูนาน 3 วัน จนได้ซุปที่เข้มข้น นอกจากนี้ยังมี Lekei Tonkotsu Ramen ราเมงซุปกระดูกหมูสไตล์โยโกฮาม่า ที่ใช้เบสของซุปกระดูกหมูเข้มข้นผสมกับกระดูกไก่ นอกจากนี้ยังนำเอาหมู Iberico มาเป็นตัวเลือกสำหรับหมูชาชูอีกด้วย


Namsu Shan Izakaya

ทองหล่อ

Namsu Shan Izakaya | Photo: Tanisorn Vongsoonton

สิ่งที่แปลกมากๆ คือถึงแม้พม่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันกับประเทศไทย แต่ในกรุงเทพมหานคร ดันมีร้านอาหารญี่ปุ่นเยอะกว่าร้านอาหารพม่าหลายเท่าตัว สำหรับใครที่มีใจอยากเปิดรับวัฒนธรรมอาหารจากประเทศเพื่อนบ้าน และชื่นชอบการทำความรู้จักกับรสชาติท้องถิ่นแบบไม่จำกัดที่มา เราว่าร้านอิซากายะเปิดใหม่อย่าง Namsu Shan Izakaya เป็นพิกัดที่คุณควรปักไว้ในลิสต์น่าลองประจำเดือนนี้

ชื่อร้านว่า Namsu Shan Izakaya ตั้งขึ้นตามแรงบันดาลใจสองอย่าง คือ ‘Namsu’ ที่เป็นชื่อประเภทของน้ำส้มสายชูหมักตามตำรับท้องถิ่นพม่า และ ‘Shan’ ที่มาจากชื่อรัฐฉาน อันเป็นที่ตั้งแห่งแรกของร้าน Namsu Izakaya ที่พม่า ก่อนจะย้ายสำมะโนครัวมาปักหลักในไทยที่ตึกบ้านตรอกถั่วงอกเมื่อปีก่อน และย้ายที่ทำการอีกครั้งมาอยู่ในซอยสุขุมวิท 38 ซึ่งที่เป็นที่ตั้งของร้านในเครือเดียวกันอย่าง Rangoon Tea House ภายใต้การนำทีมของ Htet Myet Oo นักธุรกิจด้านอาหารชื่อดังจากพม่า เพื่อหวังเอาใจเหล่าลูกค้ากลุ่มทาร์เก็ตที่อยู่ในย่านนี้นั่นเอง


Fri

17:00 - 01:00

1,500+ / คน

Niku Niku Oh Kome

สยาม

Niku Niku Oh Kome
Niku Niku Oh Kome | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

Niku Niku Oh Kome แบรนด์ร้าน ‘แฮมเบิร์ก’ ใหม่ล่าสุด เปิดให้บริการสาขาแรก ที่ ชั้น 2 ของ Siam Center นำเข้าโดยบริษัทญี่ปุ่น แต่ร้านนี้ไปโด่งดังมากๆ ในประเทศจีน จุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่ราคาที่เบาที่สุดในตลาด รวมถึงสามารถเติมข้าว ผัก และซุป ได้แบบไม่อั้นตลอดทั้งมื้อ

แบรนด์แฮมเบิร์กสไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่มีสาขาในญี่ปุ่นเลย ภายใต้การดูแลของ Monogatari Corporation ที่บริหารจัดการร้านอาหารในญี่ปุ่น มากกว่า 700 แห่ง แบรนด์นี้เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2022 โดยนำเอากระทะร้อน Teppan มาทำแฮมเบิร์ก มีสาขาทั้งหมด 51 แห่ง ทั่วเอเชีย โดยเปิดสาขาแรกที่จีน ก่อนขยายสาขามากถึง 45 แห่ง และขยายไปยัง อินโดนีเซีย ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์


Norimaki by Onitsuka Tiger
Norimaki by Onitsuka Tiger | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

ครั้งแรกของ Onitsuka Tiger กับคอนเซ็ปต์ล่าสุดที่นำเอาแฟชั่นผสมผสานเข้ากับอาหารการกิน ด้วยการเปิด Norimaki by Onitsuka Tiger ร้านซูชิแฮ​นด์โรลในแบบยืนกิน ภายในช็อปของ Onitsuka Tiger สาขา Central Park

Norimaki by Onitsuka Tiger เป็นการคอลแลบกันของแบรนด์ Onitsuka Tiger กับเชฟชาวญี่ปุ่น Yuichi Arai จากร้านโอมากาเสะซูชิ Susti Arai ร้านแถวหน้าในย่านกินซ่า โตเกียว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในร้านที่จองยาก รวมถึงการันตีด้วยรางวัล Tabelog Gold และมีคะแนนสูงถึง 4.55

สำหรับที่นี่ดีไซน์ร้านโดยยังคงความเรียบหรูแบบโอมากาเสะซูชิเอาไว้ ใช้ฉากกั้นไม้ระแนงทำจากไม้สนฮิโนกิจากภูมิภาคโยชิโนะ จังหวัดนาระ แหล่งผลิตไม้สนฮิโนกิที่มีชื่อเสียง เช่นเดียวกับเคาน์เตอร์ซูชิที่ใช้ไม้สนชนิดเดียวกัน


Oh Vacola

เยาวราช

Oh Vacola | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

เรารู้ว่าเรื่องนี้อาจจะฟังเข้าใจยากไปสักนิดสำหรับการพูดถึง ‘โคล่า’ ในยุคที่เกิดมาก็เจอแต่เครื่องดื่มอัดลมสีดำ จนหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วต้นตำรับโคล่าคือเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพที่มีประวัติมายาวนานมากว่าร้อยปี ซึ่งในหลายๆ ประเทศทั่วโลกตอนนี้ มีคนหันกลับไปต้มโคล่าขึ้นจากสมุนไพรจริงๆ ดื่มเองตามตำรับเมื่อร้อยปีก่อน จนเกิดเป็นกระแสของสิ่งที่เรียกว่า ‘คราฟต์โคล่า’ ขึ้นมาในช่วงหลังๆ

สำหรับใครยังไม่เคยลองชิม ‘คราฟต์โคล่า’ มาก่อน เราพูดเลยว่าตอนนี้คือโอกาสอันดีที่จะได้เปิดใจปล่อยจอย ชิมรสชาติสไตล์เก่าแก่ที่ร้าน Oh! Vacola นำกลับมาชุบชีวิตใหม่ พร้อมรังสรรค์น้ำโคล่าขึ้นมาจากการต้มสมุนไพรและเปลือกผลไม้มากถึง 12 ชนิด ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบที่หาซื้อได้จากถนนทรงวาด ถนนที่ขึ้นชื่อเรื่องร้านขายสมุนไพรไทย-จีน มาตั้งแต่รุ่นอากงอาม่า เลยเป็นที่มาของคำว่า ‘สูตรอาม่า’ ในสโลแกนร้านนั่นเอง

ส่วนคำว่า ‘โคล่านุ่ม’ ที่เป็นคำพ่วงท้ายของสโลแกนร้าน ก็มาจากการที่คราฟต์โคล่าของที่นี่ ถูกกดสดๆ ออกมาจากไนโตรแท็ป ที่จะทำให้โคล่าของที่นี่นุ่มละมุน และไม่ซ่า เพราะเจ้าของร้านเขาบอกว่าอยากปฏิวัติความเชื่อที่ว่าน้ำโคล่าคือน้ำอัดลมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แถมยังมีให้เลือกถึง 14 รสชาติ ซึ่งเราคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นที่แรกในไทยที่ทำคราฟต์โคล่าไนโตร และทำรสชาติออกมาเยอะที่สุด

นอกจากคราฟต์โคล่าที่มีถึง 14 เมนูแล้ว ที่นี่ยังมีฮ็อตด็อกที่ทำจากขนมปังบริยอช สอดไส้ด้านบนด้วยไส้กรอกหมูสมุนไพรโฮมเมดชิ้นโต หัวหอมผัดคาราเมลไลซ์ และพริกฮาลาพิโน่ย่าง รวมถึงโรลกุ้งที่ได้แรงบันดาลใจมาจากล็อบสเตอร์โรลสูตรญี่ปุ่นอีกด้วย

และทีเด็ดสำหรับนักดื่มที่เราชอบมากๆ คือคราฟต์โคล่าสูตรออริจินัลของทางร้านที่นำมาผสมกับไวน์แดง จนเกิดเป็นเมนู Crafted Cola Sangria หอมสมุนไพรขึ้นจมูก ได้อารมณ์ประมาณกินไวน์ร้อนตามงานเทศกาลที่ยุโรป ใครแวะไปทรงวาดช่วงนี้แล้วไม่แวะไปชิมจะถือว่าเอาต์มากๆ



Siam Nora

พร้อมพงษ์

Siam Nora
Siam Nora | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

นี่คือร้านอาหารแห่งล่าสุดของเชฟหนุ่ม-ธนินธร จันทรวรรณ เชฟเจ้าของร้าน Chim by Siam Wisdom ที่ได้มิชลิน 1 ดาว ในไทย และ Chim by Chef Noom มิชลิน 1 ดาว ในมาเลเซีย โดยร้านนี้เชฟหนุ่มตั้งใจนำเอาอาหารไทยสูตรของแม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น แม่บุหลัน แม่ยาย และแม่ของตัวเอง ทำออกมาเป็นอาหารปักษ์ใต้และกลาง โดยใส่เอาเทคนิคสมัยใหม่ที่เชฟหนุ่มถนัดเข้ามา

เดิมเรือนไทยหลังนี้เป็น Chim by Siam Wisdom แต่ย้ายไปโลเกชันใหม่ที่สามเสน ตั้งแต่ปี 2023 โดยก่อนหน้านี้เชฟหนุ่มมีแผนที่จะเปิดร้านอาหารไทยแบบแคชชวลทันทีในชื่อ Siam Nora แต่ด้วยทีมเชฟไม่เพียงพอจึงต้องพับแผนนี้ไป จนทีมเชฟเริ่มลงตัวจึงเริ่มทำโปรเจ็กต์นี้ โดยเพิ่มเอา Sangthong Bar เอาไว้ที่ใต้ถุนบ้าน เสิร์ฟค็อกเทลและทาปาสรสชาติไทยๆ

ด้วยความที่แม่บุหลันเป็นที่รักของทีม Chim ที่ได้กินอาหารของแกมาโดยตลอด ทุกคนจึงรักแก และเมื่อแกเสีย ร้านแห่งนี้จึงเหมือนทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงแก เดิมทีแม่บุหลันเป็นชาวพัทลุงที่ย้ายมาอยู่ที่อุทัยธานี จึงมีสูตรอาหารปักษ์ใต้ และยังมีสูตรอาหารภาคกลาง ยิ่งได้รวมเข้ากับสูตรอาหารของคุณแม่เชฟหนุ่ม ทำให้อาหารของที่นี่แปลกตากว่าปกติ จะบอกว่าเป็นสูตรของบ้านเชฟหนุ่มก็คงได้ โดยคงเอารสชาติดั้งเดิมเอาไว้ อะไรเผ็ดก็ต้องเผ็ด แต่ก็เลือกเมนูอื่นมาบาลานซ์รสชาติได้แบบสำรับไทยๆ

.


Fri

12:00 - 22:00

600+ / คน

SODO Donut

สุรวงศ์

SODO Donut
SODO Donut | Photo: SODO Donut

แบรนด์น้องใหม่ที่สร้างคาแรกเตอร์ของตัวเองด้วยการทำโดนัทที่ใช้แป้งจากข้าวไทย ที่สำคัญไส้ก็ไทยด้วยเช่นกัน อย่าง ข้าวหลามหนองมน เผิอกหอม มะตูมเชื่อมบางกอกน้อย น้ำตาลมะพร้าวอัมพวา หรือส้มเขียวหวานศรีสัชนาลัย แถมบรรยากาศร้านก็เท่ด้วยเรือนไม้โบราณในซอยนเรศใจกลางเมือง


Sushi Iwai

พร้อมพงษ์

Sushi Iwai
Sushi Iwai | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

สารภาพว่า Friday มาที่ Sushi Iwai เพราะเป็นร้านโอมากาเสะซูชิเปิดใหม่ แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์กว่าคือ ซูชิมื้อนี้ถูกปั้นโดยเชฟผู้หญิง ซึ่งภาพแบบนี้กำลังได้รับความนิยมในญี่ปุ่น และเรายังไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนักในกรุงเทพฯ

Sushi Iwai ได้รับแรงบันดาลใจจากคำว่า “อิวาอิ” ที่มีความหมายว่า “การเฉลิมฉลอง” ซึ่งสื่อถึงวัฒนธรรรมการกินของคนญี่ปุ่น ที่ไม่ได้กินซูชิทุกวัน แต่จะนิยมกินซูชิกันในโอกาสพิเศษเท่านั้น ร้านจึงนำเสนอผ่านโอมากาเสะซูชิที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลจากประเทศญี่ปุ่น เสิร์ฟได้รอบละ 20 ที่นั่ง

.

ที่นี่นำโดยเชฟ Haruhisa Kitagawa อดีตเชฟจาก Sushi Teppen Shibuya ในโตเกียว ที่เปิดโอกาสให้เชฟ Kokono Kawakami และเชฟ Murano Masakazu สองสาวเชฟซูชิรุ่นใหม่ มาร่วมยืนหลังเคาน์เตอร์ปั้นซูชิ ซึ่งเป็นอะไรใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ ที่เราจะได้ชิมซูชิจากเชฟผู้หญิง


Fri

17:30 - 22:00

3,500+ / คน

The Craab

สีลม

The Craab | Photo: Buabucha Mahasook

อะไรใหม่ๆ ที่เซ็นทรัลพาร์คอีกแล้วทุกคน! รอบนี้คือร้านซีฟู้ดไวบ์ติดแกลมอย่าง The Craab ที่เพิ่งเปิดหน้าร้านใหม่ๆ สดๆ บนชั้น 5 ให้สายอาหารทะเลได้แวะไปลอง

ถึงจะเป็นร้านน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกบนเซ็นทรัลพาร์ค แต่จริงๆ แล้วร้านนี้เขาเก๋าเกมมานานจากการเป็นร้านเดลิเวอรี่อาหารทะเลยอดฮิตยุคโควิด ภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘ปูพ่นไฟ’ นั่นเอง ซึ่งการมาเปิดหน้าร้านภายใต้ชื่อใหม่ในเซ็นทรัลพาร์ค ก็เพื่อจะยกระดับการกินซีฟู้ดของคนเมืองให้เก๋กว่าเดิม ใครที่ไม่ชอบยุ่งยากตอนแกะกล่องเดลิเวอรี่ แนะนำมาที่นี่ได้เลย

ไม่ใช่แค่ตัวหน้าร้านที่เขาตั้งใจออกแบบมาในโทนสีสดใสโดนใจวัยรุ่น รวมถึงแบรนดิ้งขี้เล่นที่ฉีกภาพจำเดิมๆ ของแบรนด์ปูพ่นไฟที่ค่อนข้างจะแมสและดูเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ The Craab ยังมาพร้อมเมนูสุดโฟโต้เจนิก ที่คิดมาแล้วว่าถูกจริตคนเดินเซ็นทรัลพาร์คแน่ๆ

เมนูแนะนำเริ่มจาก ข้าวอบมันกุ้งไข่ปูลาวา (990 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาแล้วไม่สั่งคือต้องใจแข็งมากๆ เพราะเขาเสิร์ฟข้าวอบเนื้อปูฉีกชามโต มาพร้อมไข่ปูเยิ้มๆ ที่ตอนมาเสิร์ฟเขาจะนำไปคลุกกับข้าวให้แบบสดๆ

ส่วนถ้าใครเป็นสายกุ้งแม่น้ำ ร้านนี้ก็มี กุ้งซอสไข่เค็ม (590 บาท) อีกหนึ่งจานที่ความมันนัวแซงหน้าตีคู่กับความโฟโต้เจนิกมาแบบสูสี และต้มยำกุ้งน้ำข้น (550 บาท) ที่ทำรสชาติออกมาได้เปรี้ยวเผ็ดเข็ดฟัน เป็นต้มยำกุ้งแม่น้ำสูตรโบราณที่หาทานได้ยากมากๆ ตัวกุ้งแม่น้ำก็สดเด้งแบบไม่ติดกลิ่นคาว หัวกุ้งมันเยิ้มทุกตัว


Xian Yuan
Xian Yuan | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

เชื่อว่าหลายคนเบื่อแล้วกับอาหารจีนกวางตุ้งแบบเดิมๆ แล้ว แต่ Friday อยากขวนให้ไปที่ Xian Yuan หรือ เซียนหยวน ร้านอาหารแบบ Redefining Cantonese Cuisine ที่ตีความอาหารกวางตุ้งใหม่ เป็นร้านเปิดใหม่บนชั้น 5 ของ Central Park

ที่นี่มาในบรรยากาศของ Modern Chinese Zen ทึ่เด่นตรงวิวสวนลุม ซึ่งเป็นจุดเด่นของ Central Park โดยมี Live Seafood Station ที่รวมวัตถุดิบอาหารทะเลสดๆ เอาไว้ แบบกุ้งเป็นปูเป็น

Xian Yuan ทวิสต์เอาอาหารกวางตุ้งต้นตำรับออกมาในรูปแบบใหม่ ผ่านติ่มซำ และอาหารต่างๆ อย่าง ฮะเก๋ากุ้งและตับปลาอันกิโมะ, เสี่ยวหลงเปาไก่ดำ,เผือกทอดปูผัดผงกะหรี่, เกี๊ยวก้ามปู, ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งกรอบเอ็กซ์โอ, เปาะเปี๊ยะหอยหลอด เมนูติ่มซำที่เพิ่มเลเยอร์ของรสชาติที่มากกว่าเพียงฮะเก๋ากุ้ง หรือขนมจีบปู


Yamu

สาทร

Yamu
Yamu | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

นึกอยู่สักพักว่า Yamu คล้ายร้านอาหารอะไร แต่พอได้กินก็ได้คำตอบ อ้อนี่มัน Midnight Shokudo ร้านอาหารในซีรีส์ดัง ที่ให้ฟีลของจุดพักใจ ที่นี่เรียบง่ายทั้งบรรยากาศและอาหาร ซึ่งทำให้เรารู้สึกได้เลยว่า เชฟ Mirco Keller ค้นพบอะไรบางอย่างที่ตัวเองมองหาแล้ว

แฟนคลับของเชฟ Mirco ต้องมาที่ Yamu ร้านใหม่ของเขา หลังจากปิด Keller เขาหายหน้าไปจากซีนอาหารของกรุงเทพฯ เพื่อไปคิดทบทวนการทำอาหารสไตล์ไฟน์ไดนิงอันยาวนานของตัวเอง ตั้งแต่ Water Library ต่อด้วย Keller สุดท้ายเชฟตัดสินใจทำอาหารในแบบที่ตัวเองสบายใจ ได้ปลดปล่อยตัวเองจากกรอบการทำอาหาร ทำอะไรที่กินง่ายๆ แต่อัดแน่นด้วยเทคนิคของไฟน์ไดนิง ซึ่ง Friday เชื่อว่าคนกินน่าจะชอบอาหารของเชฟในรอบนี้มากที่สุด

แม้ว่าเราจะบอกว่า Simple แต่ทุกจานก็มีเทคนิคที่น่าสนใจ เต็มไปด้วยกลิ่นอายอาหารญี่ปุ่นในแบบที่ฝรั่งทำ จะบอกว่ามันคือ Yoshoku ก็น่าจะได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากเชฟ Mirco ทำอาหารฝรั่งเศสในแบบที่ใส่กลิ่นอายอาหารเอเชียและญี่ปุ่นมาโดยตลอด ซึ่งญี่ปุ่นเด่นขึ้นมาอาจจะด้วยบรรยากาศร้านและเทคนิคหลายๆ อย่าง ที่ทำให้เราคิดแบบนั้น


ตรอกมะระกา | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

ต้องยอมรับว่าบ้านเครือ Iberry เขาทำพวกเมนูก๋วยเตี๋ยวอร่อยจริงๆ นะ ตั้งแต่เขาเปิดทองสมิทธิ์จนเป็นตำนานเรื่อยมาสืบไป ถึงตอนนี้ก็มีตำนานบทใหม่เปิดวันนี้วันแรกแล้ว กับร้าน ‘ตรอกมะระกา’ ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระแบรนด์ใหม่ภายใต้การนำของทีมคุณปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ ที่กำลังจะกลายมาเป็นที่กล่าวขานไปทั่วบ้านทั่วเมืองอีกครั้งแน่ๆ

เราชอบชื่อร้าน ‘ตรอกมะระกา’ มีที่มาจากการเชื่อมสองคำเข้าด้วยกัน คือคำว่า ‘มะระ’ ที่เป็นชื่อพืชท้องถิ่นไทยที่มีรสชาติขมเป็นเอกลักษณ์ และคำว่า ‘ระกา’ ที่แปลว่าไก่นั่นเอง โดยตัวร้านสาขาแรกสุดที่เปิดในเซ็นทรัลเวิลด์นี้ จะมาพร้อมการตกแต่งสไตล์สบายๆ ไวบ์โลคัล เปิดที่นั่งให้อากาศถ่ายเทโล่งๆ ตามสไตล์เวลาคนกินก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ แล้วจะไม่รู้สึกอึดอัด

ใครที่ชอบกินหมี่ไก่ฉีกของทองสมิทธิ์น่าจะยิ่งชอบสุดๆ เพราะก๋วยเตี๋ยวไก่ร้านนี้มาในรสชาติบ้านๆ แบบถูกปากคนไทยไม่แพ้ทองสมิทธิ์ แต่ทีเด็ดคือนน้ำซุปของที่นี่จะมีความเข้มข้นกลมกล่อมกว่า และมีคาแรกเตอร์ขมนำหวานปลายจากมะระต้มอีกด้วย

เมนูแนะนำอย่างแรกเลยที่ห้ามพลาดคือ ก๋วยเตี๋ยวไก่ตรอกมะระการรวมมิตร (150 บาท) ซึ่งมีให้สั่งทั้งแบบน้ำและแห้ง ในชามจัดเต็มทั้งน่องไก่ตุ๋น ตีนไก่ ข้อไก่ และเลือด โรยด้านบนมาด้วยกระเทียมเจียวโบ้มๆ แน่นอนว่ามีมะระชิ้นใหญ่มาให้ในชามด้วยเช่นกัน ส่วนใครชอบกินเผ็ด ที่นี่เขาก็มีทีเด็ดอย่างเมนู ก๋วยเตี๋ยวไก่บ้านฉีกแห้ง (139 บาท) ที่สามารถเลือกความเผ็ดได้ถึง 3 ระดับ ซึ่งตัวเนื้อไก่บ้านที่นำมาทำไก่ฉีกคือเทกซ์เจอร์ดีและเคี้ยวเพลินกว่าไก่ทั่วไปจริงๆ

ใครอยากซดซุปร้อนๆ แซ่บๆ ที่นี่ก็ยังมีเมนูซุปเปอร์หม้อไฟ (219 บาท) ที่รับประกันความจัดจ้าน และเมนูข้าวหน้าไก่ตุ๋นตรอกมะระกา (169 บาท) สำหรับคนไม่ชอบกินเส้นก็มีให้สั่งด้วยเช่นกัน

ปิดท้ายด้วยไอเท็มลับอย่าง หนังไก่ทอด (59 บาท) ซึ่งขอเตือนเลยว่าอย่าได้ดูถูกเมนูนี้เด็ดขาด ขนาดเราเองยังสั่งมาแล้ว 3 จาน! กินคู่กับน้ำมะระขี้นกสมู้ตตี้ (95 บาท) ระหว่างรอก๋วยเตี๋ยว คือเพลินเกิน!

DonGang

ทองหล่อ

DonGang
DonGang | Photo: Bandit Phinyovadtanachip

เคยได้ยินกันไหมว่าหลายคนไป Black Cabin เพราะอาหารอร่อย ไม่ได้ไปเพื่อดื่มค็อกเทลหรือฟังเพลงเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นความจริงไปแล้ว เมื่อเจ้าของร้านตัดสินใจเปิด DonGang ร้านอาหารแกงใต้บนชั้น 2 ของบาร์

‘DonGang’ หรือ ‘โดนแกง’ เริ่มต้นจากการเป็นข้าวแกงเดลิเวอรี ก่อนที่จะเปิดหน้าร้านอย่างจริงจังในบรรยากาศแบบร้านข้าวแกงห้องแอร์ ที่นำเอาสูตรอาหารใต้สไตล์จังหวัดกระบี่จากบ้านนายหัวดอน เจ้าของร้าน มาให้คนกรุงเทพฯ ได้กินกัน

ถ้ามาคนเดียว แนะนำว่าสั่งเป็นข้าวราดแกงได้ มีทั้งแบบกับข้าว 1 อย่าง 100 บาท และ 2 อย่าง 140 บาท แต่ถ้ามากับเพื่อนสั่งเป็นกับข้าวคุ้มค่ากว่า

ถามว่า อาหารใต้สไตล์จังหวัดกระบี่ เป็นยังไง นายหัวดอนบอกว่า กลมกล่อมหน่อย ไม่โดดไปทางใดทางหนึ่ง แต่ถ้าจะต้องเผ็ดก็การันตีว่า เผ็ดแบบไม่ปราณีเหมือนกัน


Curry Up

เพลินจิต

Curry Up
Curry Up | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

Curry Up แบรนด์ข้าวแกงกะหรี่ของ Nigo เจ้าของ Human Made เขาหลงใหลในแกงกะหรี่สไตล์อินเดียจนศึกษาและเปิดร้าน แม้ว่าจะเริ่มจากข้าวแกงกะหรี่ แต่สุดท้ายแฟชั่นในสายเลือดก็ทำให้เขาต้องออกแบบ Merch ของ Curry Up ให้ได้จับจองเป็นเจ้าของด้วย พร้อมปล่อยลิมิเต็ดเอดิชันลายเฉพาะ Bangkok โดยเตรียมเปิดให้บริการพรุ่งนี้ 28 มีนาคม เป็นวันแรก

โดย Curry Up Bangkok เป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ติดกับช็อปแฟชั่นสตรีต Human Made Bangkok


DECKLES Smokehouse

สุรวงศ์

DECKLES Smokehouse
DECKLES Smokehouse | Photo: Tanisorn Vongsoontorn

ใครชอบอาหารแบบอเมริกันไดนิง บอกเลยว่าห้ามพลาด DECKLES Smokehouse ห้องอาหารอเมริกันสโมคเฮ้าส์ของโรงแรม voco Bangkok Surawong ที่นำเสนออาหารที่ใช้เทคนิคการรมควันและย่าง ซึ่งเป็นสไตล์อาหารที่คนอเมริกันชื่นชอบ

จุดเด่นของสโมคเฮ้าส์แห่งนี้อยู่ที่การนำเอาเครื่องรมควัน Yoder Smoker นำเข้าจากอเมริกามาใช้ โดยเลือกใช้ไม้แอปเปิลสำหรับการรมควัน และนำเอาไม้ลำไยและไม้ลิ้นจี่มาใช้สำหรับย่าง โดยเชฟใส่เอาความเป็นไทยเข้าไปใน Smoke Rub นำเอาสามเกลอใส่เข้าไปผสมด้วย เชฟยังให้ความสำคัญกับระยะเวลาในการรมควันวัตถุดิบแต่ละอย่าง เนื้อบิสเก็ต ใช้เวลานานที่สุด 16 ชั่วโมง พอร์กริบ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง และไก่ ใช้เวลาสั้นหน่อย 2 ชั่วโมง ส่วนพวกปลาใช้วิธีการย่างแทน


SHARE

Link Copied!

ข่าวล่าสุด
logo
Follow us
About us

Careers

Contact us

Privacy Policy

Terms of use

Manage cookies